• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
เผด็จการที่ประชาชนต้องสั่งสอน....เมื่อได้โอกาส..

#1
เผด็จการที่ประชาชนต้องสั่งสอน....เมื่อได้โอกาส..


การเมืองฝุ่นตลบจากพวกเสือสิงห์กระทิงแรดเสือหิวที่หวังผลประโยชน์ตามเคย..

มันเป็นพฤติกรรมของสส.น้ำเน่าที่ผูกขาดทางการเมืองอย่างน่าทุเรศสะอิดสะเอียน

และมันถึงเวลาแล้วที่ผีเสื้อตัวน้อยๆมาบินรวมกันเพื่อให้เกิดแรงลม...

แรงลม...ที่จะสื่อไปถึงเผด็จการที่เราถูกกดขี่..และเมื่อเราเห็นพ้องต้องกันว่าเราจะไม่ยอมอีกต่อไป....

[Image: hqdefault.jpg]

มันมีวิธีการที่จะทำได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องเกรงกลัวภยันตรายใดๆ นั่นก็คือไปใช้สิทธิของเราภายใต้กฎหมาย...

การเลือกตั้งผ่านไป...

เรารู้ว่า..เสียงของเราถูกโกง...

เรารู้ว่า..ใครกระเสือกกระสนที่จะเข้าไปมีอำนาจในสภาทั้งจากการลากตั้งและแต่งตั้ง

เรารู้ว่า..ใครที่ต้องการสืบทอดอำนาจในบ้านเมือง..

เรารู้ว่า..กลุ่มไหน..ทุนไหน...ที่สนับสนุนเผด็จการ..

เรารู้ว่า..รัฐบาลอยู่ได้จากการเก็บภาษีประชาชนเพื่อเอาไปบริการประเทศ..

แต่เราไม่รู้ว่า...จะทำอย่างไรถึงจะต่อต้านมันได้..เพราะกลัวและก็คำอ้างอิงของเราที่ว่า “จะเอาอะไรไปสู้กับมัน ก็เลยเฉยเสีย “

มันมีวิธีการต่อสู้โดยที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อหรือใช้อาวุธยุทธภัณฑ์ใดๆเลย..

มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายในโลกเขาก็เอามาใช้กันอย่างได้ผล

นั่นก็คือการ  Boycott หรือการ “อารยะขัดขืน “  ที่สามารถทำได้ทั้งทางการค้าและการเมือง

 “ เผด็จการ “ จบอย่างไรให้ดูกรณีซุดานและเวเนซุเอล่าและอีกหลายๆประเทศเป็นตัวอย่าง...

มันถึงเวลาแล้วที่เราประชาชนคนไทยที่รักอิสรเสรีภาพและความยุติธรรมในสังคม..

จะต้องช่วยกันทำสงครามบอยคอตแสดงฤทธิ์เดชให้พวกมันเห็น..ตอบโต้มันทุกๆเรื่องที่ทำได้ไม่ผิดกฎหมาย..

เริ่มด้วยการควบคุมรายจ่ายในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ภาษี Vat ก็จะเสียน้อยลง

เมื่อรัฐเก็บได้น้อยลงมันจะตกที่นั่งลำบากอย่างไร..ก็ให้นึกภาพเอา...

ไม่เกินปีจะเห็นผลความระส่ำระสายมันจะเกิดขึ้นแน่...

หากร่วมกันประหยัดไม่ใช้ไม่จ่ายในทุกๆทางที่ไม่จำเป็น...
เริ่มกันเลยนะครับ....

เผด็จการจงพินาศ  ประชาธิปไตยจงเจริญ  !
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
เชิญอ่านบทความประกอบครับ :


สุรพศ ทวีศักดิ์: ต่อต้านเผด็จการเป็น หน้าที่หรือไม่
 
เห็นถกเถียงกันทางเฟสบุ๊คว่าการต่อต้านเผด็จการเป็น หน้าที่หรือไม่? เท่าที่จับประเด็นได้คือ ผู้ที่เห็นว่าการต่อต้านเผด็จการ ไม่ควรถือเป็นหน้าที่”  ให้เหตุผล (ประมาณ) ว่า หลายคนแม้จะตระหนักว่าเผด็จการไม่ถูกต้อง แต่เขาก็ไม่พร้อมที่จะเสี่ยงชีวิตครอบครัวและชีวิตการงาน เพราะอย่างที่เห็นใครที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ ก็มักจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐคุกคามสร้างความหวาดกลัวแก่ครอบครัว ถูกกดดันจากที่ทำงาน คนในครอบครัวญาติมิตร เพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชาส่วนหนึ่งก็มองเขาเป็น ตัวสร้างปัญหาหรือสร้างภาระยุ่งยากให้ครอบครัว และยังมองว่าความคิดและบทบาทบางอย่างของเขากระทบความมั่นคงของที่ทำงานเป็นต้น

ตัวอย่างที่เราเห็น (ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว หรือเป็นข่าวเพียงในสื่อกระแสรอง) มีหลายคนถูกคุกคาม สูญเสียอิสรภาพ ติดคุก บาดเจ็บล้มตาย หนีไปต่างประเทศ ชีวิตครอบครัวพัง งานพัง เมื่อราคาที่ต้องจ่ายในการต่อต้านเผด็จการมหาศาลเช่นนี้ และแต่ละคนก็มีภาระรับผิดชอบครอบครัว ซึ่งสัมพันธ์กับการต้องมีงาน มีเงิน มีสังคมและอื่นๆ ก็ไม่มีใครอยากจะเป็นฮีโร่ หากถือว่าการต่อต้านเผด็จการเป็นหน้าที่ ย่อมเป็นการกดดัน หรือเรียกร้องการเสียสละจากปัจเจกบุคคลมากไปหรือเปล่า

ส่วนตัวผมไม่ชอบวลีว่า  ไม่มีใครอยากจะเป็นฮีโร่เท่าไร เพราะมันสะท้อน โทนเสียงจากความรู้สึกบางอย่างมากกว่าจะสะท้อนเหตุผล

ตามความจริงทางประวัติศาสตร์และปัจจุบัน คนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านเผด็จการด้วยอุดมการณ์ก็ไม่เคยประกาศตนเป็นฮีโร่ การประกาศตนเป็นฮีโร่ดูเหมือนจะเป็นวิถีของเผด็จการมากกว่า เช่น ข้าพเจ้าคือรัฐ” “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัยหรือ ข้าพเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวเป็นต้น
 
แต่วิถีต่อต้านเผด็จการหรือวิถีแห่งเสรีภาพและประชาธิปไตย มันคือวิถีของปวงชนที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยคนโนเนมจำนวนมากที่ลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่ด้วยฮีโร่คนใดคนหนึ่ง หากจะมีใครถูกยกย่องในฐานะผู้นำทางความคิดและการเคลื่อนไหว นั่นก็เพราะการยอมรับของมวลชนในช่วงเวลานั้นๆ และบางครั้งก็มักจะเป็นคนรุ่นหลังยกย่องใครบางคนหลังจากที่เขาตายไปแล้ว

ส่วนที่ว่าคนที่ต่อต้านเผด็จการต้องเสี่ยงต่อการพังทลายของชีวิตครอบครัว การงาน กระทั่งสูญเสียอิสรภาพและชีวิต นี่ก็เป็นความจริงตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติอยู่แล้ว และก็เป็นความจริงเช่นกันว่าหากไม่มีคนจำนวนหนึ่งที่ถือว่าการต่อต้านเผด็จการเป็นหน้าที่ สังคมมนุษย์ก็คงไม่สามารถสร้างเสรีภาพและประชาธิปไตยขึ้นมาได้ เพราะไม่มีสังคมไหนในโลกที่ให้กำเนิดเสรีภาพและประชาธิปไตยขึ้นมาได้ โดยไม่มีการต่อสู้ หรือต่อต้านเผด็จการในมิติต่างๆ ด้วยวิธีการต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ความเหลวไหล ผิดเพี้ยนของบ้านเราคือ มีคนจำนวนไม่น้อยแสดงออกว่า การหยุดกระบวนการประชาธิปไตย หรือ หยุดการเลือกตั้งเพื่อ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเป็นเรื่องของ สิทธิหรือเสรีภาพทางการเมือง แต่ความจริงคือ ถ้าเราเชื่อได้ว่า กลุ่มสามมิตรไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับ คสช.เราก็คงเชื่อได้เช่นกันว่า การบอยคอตการเลือกตั้งและการชุมนุมทางการเมืองเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับ อำนาจนอกระบบที่ทำรัฐประหาร แต่ความเชื่อเช่นนี้ตรงกับความเป็นจริงอย่างไรหรือ

ประเด็นที่ต้องชัดเจนคือ เราไม่มีสิทธิหรือเสรีภาพในการสนับสนุนรัฐประหาร ซึ่งเป็นการใช้กำลังล้มล้างเสรีภาพ เหมือนกับเราไม่มีเสรีภาพที่จะเลือกเป็นทาส เพราะผลที่ตามมาจากการเลือกคือการสิ้นสุดเสรีภาพ

(ที่เขียนข้างบนเป็นคนละอย่างกับเสรีภาพในการสนับสนุนอุดมการณ์ฝ่ายขวาหรืออุดการณ์ใดๆ ที่ขัดกับประชาธิปไตย ที่ไม่ใช่การยอมรับและสนับสนุน การใช้กำลังล้มล้างเสรีภาพหรือรัฐประหาร)

ความผิดเพี้ยนของความเชื่อที่ว่าการยอมรับและสนับสนุนการใช้กำลังล้มล้างเสรีภาพเป็น สิทธิหรือเสรีภาพทำให้เกิดความผิดเพี้ยนอื่นๆ ตามมาเป็นขบวนยาวเหยียด เช่น การเลือกข้างที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสังคมมันก็ไม่ได้มีความหมายเป็น การเลือกอย่างแท้จริงเพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งสนับสนุนการใช้กำลังล้มล้างเสรีภาพ อีกฝ่ายที่เลือกการเลือกตั้ง และเลือกเสรีภาพและประชาธิปไตยย่อมไม่มีเสรีภาพในการเลือก เพราะถูกบังคับให้เดินตามกฎของฝ่ายที่ล้มล้างเสรีภาพ แม้แต่ฝ่ายที่เลือกสนับสนุนการใช้กำลังล้มล้างเสรีภาพก็ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองอีกต่อไป

การเลือกในทางการเมืองจะมีความหมายเป็นการเลือกอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเป็นการเลือกภายใต้กติกาที่เสรีและเป็นธรรมเท่านั้น

ยิ่งการอ้างกฎหมาย เคารพกฎหมาย ความเสมอภาคทางกฎหมายภายใต้อำนาจ คสช.ว่าเป็นการเดินตาม หลักนิติรัฐยิ่งผิดเพี้ยนไปกันใหญ่ เพราะหลักนิติรัฐมีได้ในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น
กล่าวโดยรวมคือ เมื่อเริ่มจากความผิดเพี้ยนที่ถือว่า การใช้กำลังล้มล้างเสรีภาพเป็นความถูกต้อง การเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยก็ย่อมเป็นสิ่งที่ผิด หลักนิติรัฐ ความยุติธรรม กฎหมาย ศีลธรรมก็ย่อมถูกตีความและถูกใช้อย่างวิปริตผิดเพี้ยนตามมา ดังที่เห็นรูปธรรมชัดชัดเจนในปัจจุบัน

ดังนั้น คำถามที่ว่าต่อต้านเผด็จการเป็นหน้าที่หรือไม่? จึงสัมพันธ์กับคำถามพื้นฐานที่สุดคือคำถามที่ว่า การปกป้องเสรีภาพถือเป็นหน้าที่หรือไม่?

เราจะจินตนาการถึง สังคมที่มีเสรีภาพได้อย่างไร ถ้าสังคมนั้นไม่ถือว่าการปกป้องเสรีภาพคือหน้าที่ของรัฐและปัจเจกบุคคล เพราะการมีเสรีภาพคือการปฏิเสธอำนาจเผด็จการของรัฐ หรือของเสียงข้างมากในสังคมที่อ้างความเชื่อทางศาสนา ประเพณีหรือความเชื่ออื่นใดในการครอบงำ แทรกแซง ปิดกั้นเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล การปกป้องเสรีภาพจากเผด็จการทุกมิติจึงเป็นหน้าที่ของบุคคลหรือสังคมที่ต้องการเสรีภาพดังนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องที่นาย ก.เรียกร้องต่อนาย ข.ว่า คุณมีหน้าที่ปกป้องเสรีภาพนะ แต่ ตัวหลักเสรีภาพมันเรียกร้องหน้าที่ในการปกป้องเสรีภาพจากทุกคนที่เชื่อ เห็นคุณค่า หรือยืนยันว่าสังคมการเมืองของเราควรมีเสรีภาพ มันจึงเป็นเรื่องที่เราแต่ละคนจะประเมินว่าตนเองจะปกป้องเสรีภาพภายใต้บทบาท เงื่อนไข และบริบทของตนเองอย่างไร จะมีส่วนร่วมกับคนอื่นๆ อย่างไร ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะเรียกร้องให้คนอื่นวิ่งเอาหัวชนกำแพงเหล็ก

แต่คงไม่มีใครที่เชื่อจริงๆ หรือยืนยันว่าสังคมการเมืองของเราควรมีเสรีภาพ แล้วนิ่งเฉย ไม่อินังขังขอบกับการใช้กำลังล้มล้างเสรีภาพ หรือการละเมิดเสรีภาพโดยอำนาจรัฐและอื่นๆ หากเขาเชื่อหรือยืนยันเช่นนั้นจริงๆ และไม่ขัดแย้งในตัวเอง เขาย่อมต่อต้านเผด็จการหรือต่อสู้เพื่อเสรีภาพภายในบริบท เงื่อนไข และบทบาทต่างๆ ที่เขาสามารถทำได้ที่ว่า สามารถทำได้และ ทำได้โดยปลอดภัยแปลว่ามันมีอะไรให้ทำและช่องทางที่จะทำกันได้มากกว่าที่เป็นมาและเป็นอยู่ โดยเฉพาะปัญญาชน นักวิชาการ สื่อมวลชนย่อมมีสถานะ บทบาท และช่องทางจะทำได้หลากหลายกว่าคนระดับชาวบ้านอยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่าคนระดับชาวบ้านทำมากกว่า จนหลายคนต้องตายและติดคุก สู้คดียังไม่จบ บาดเจ็บ พิการ

ทว่าปัญญาชน นักวิชาการ สื่อจำนวนไม่น้อยที่เคยพูด เขียนเรื่องเสรีภาพและประชาธิปไตยกลับยอมรับความชอบธรรมของรัฐประหาร หรือยอมรับและสนับสนุนการใช้กำลังล้มล้างเสรีภาพทั้งโดยตรงและโดยปริยาย บางคนก็เข้าไปรับตำแหน่งในรัฐบาลจากรัฐประหาร คนพวกนี้ชี้นิ้วว่าปัญหาประชาธิปไตยเกิดจากคนระดับชาวบ้านที่ขาดการศึกษา แต่จนป่านนี้หลายๆ นอกจากจะไม่ตระหนักว่าตนเอง ไม่มีเสรีภาพในการสนับสนุนการใช้กำลังล้มล้างเสรีภาพพวกเขายังคงพูด เขียนสนับสนุน เชียร์อำนาจจากรัฐประหารกันต่อไป

กลายเป็นว่า คนจำนวนหนึ่งทำ หน้าที่สนับสนุนระบบอำนาจที่ล้มล้างเสรีภาพ และระบบอำนาจนั้นก็กำหนดค่านิยม การศึกษา ศีลธรรม กฎหมาย และอื่นๆ เพื่อปลูกฝังกล่อมเกลาประชาชนให้มี หน้าที่สนับสนุนหรือปกป้อง ความมั่นคงของระบบอำนาจเช่นนั้น

ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้ามีใครแสดงออกให้เห็นว่าการต่อต้านเผด็จการเป็นหน้าที่ เพราะการปกป้องเสรีภาพจากอำนาจเผด็จการเป็นหน้าที่ ผมย่อมเคารพและค้อมหัวให้กับความชัดเจนและกล้าหาญของเขาอย่างจริงใจ เพราะยิ่งเรารู้สึกถึงความวิปริตผิดเพี้ยนของวิถีคิดและขบวนการล้มล้างเสรีภาพมากเพียงใด เรายิ่งเห็นคุณค่าของสำนึกปกป้องเสรีภาพมากเพียงนั้น  
 
https://prachatai.com/journal/2018/08/78354
 
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2019 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org