• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
การเลือกตั้งใหม่เขต8เชียงใหม่มันจะเป็นการพิสูจน์อะไรหลายๆอย่างและมีความหมายอย่างยิ่ง

#1
การเลือกตั้งใหม่เขต 8 เชียงใหม่มันจะเป็นการพิสูจน์อะไรหลายๆอย่างและมีความหมายอย่างยิ่งกับพรรค “อนาคตใหม่ “
เมื่อคืนนี้ได้ไปสังเกตการณ์พรรค “อนาคตใหม่” ที่ไปปราศรัยใหญ่ที่ ทุ่งเสี้ยว สันป่าตองโดยมี “ธนาธร “ เป็นหัวเรือใหญ่ เป็นผู้กล่าวปราศรัย

[Image: 60352109_629362384243757_761740125426365...e=5D56BDD9]

มีประชนไปฟังกันล้นหลามพร้อมกับยืนเข้าคิวยาวเหยียดรอถ่ายรูปกับคุณ “ธนาธร “ไว้เป็นที่ระลึก

[Image: 60343939_2124043544560401_60475987090997...e=5D6B8DFF]

ผมเดินไปทักทายกับคนหลากหลายทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักก็ไปเจอคำถามตรงที่ว่า “ที่ กกต. ไปยื่นฟ้องศาลกรณี “ธนาธร “ ถือหุ้นสื่อนั้นจะพบกับจุดจบไหม ผมก็ตอบไปว่า “อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะมันแล้วแต่ใบสั่งว่าจะเอากันถึงขนาดไหน อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ในประเทศนี้ “

แล้วก็มีชาวบ้านที่ยืนร่วมฟังอยู่สวนตอบขึ้นมาว่า..” หากเกิดอะไรขึ้นในทางไม่ดีกับ “ธนาธร “ เขาจะออก...จะออกมาปกป้องผู้แทนของเขา..ที่เขาเลือก...แต่จะออกมาปกป้องยังไงนั้นผมไม่ขอนำมากล่าว ณ ที่นี้..ให้ไปถามชาว “อนาคตใหม่ “ ไม่ว่าที่ไหนๆ ดูก็จะได้คำตอบอย่างเดียวกัน ...

อย่างที่ผมเคยบอกไว้...หากชนะในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้...มันจะเป็นการ “ตบหน้า “ เผด็จการอย่างแรง ส่งความหมายไปทั่วประเทศถึง คสช.ว่า คนรักประชาธิปไตยเขาไม่เอา “เผด็จการ “  หากยังจะดื้อรั้นที่จะมาปกครองประเทศ...ยุ่งแน่...

มีคนมาแนะนำอีกว่าขอให้เขียนอะไรเกี่ยวกับเขต 8 เชียงใหม่ อันมี แม่วาง สันป่าตองจอมทองและ ดอยหล่อ หน่อยพอดีผมมีเรื่องราวของคนกลุ่มชาติพันธ์ที่มีคนส่งมาให้อ่านก็จะเอาลงต่อท้ายกระทู้นะครับ มันน่ารู้น่าศึกษามาก..

พร้อมกันนี้ก็อยากจะขอเชิญชวนผู้ที่จะมาเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงก่อนวันที่ 26 นี้ขอให้แวะไปเที่ยวสถานที่น่าเที่ยวต่างๆที่มีอยู่ในเขต 8 มากมายโดยไป Search หาในกูเกิ้ลได้  ไปทักทายผู้คนในตลาดร้านค้า ยิ่งมีอะไรที่จะแสดงออกว่าชอบ “อนาคตใหม่ “ เช่นสัญลักษณ์ที่เป็นเสื้อหรือหมวกที่เป็นสีส้มสีของพรรคได้ก็จะเป็นที่ฮือฮาเป็นกำลังใจให้กันอย่างยิ่ง

ครับ..ถึง ณ เวลานี้...อีกเมื่อไหร่จะได้เห็นคนอย่าง “ธนาธร-ปิยบุตร “ อาสามาทำงานเพื่อประเทศชาติอีก...

Please help and Save them!

เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ...!

เชิญอ่านต่อเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ที่นำมาเสนอครับ
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
ชาติพันธุ์ลัวะในอำเภอสันป่าตอง 

โดยสงกรานต์ สมจันทร์  

อำเภอสันป่าตองเป็นอำเภอหนึ่งที่มีกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมหรือที่เรียกว่า ลัวะซึ่งชาวลัวะมีประวัติความเป็นมาทั้งในรูปแบบตำนานและความรับรู้ของคนในท้องถิ่นว่าเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม ตานานของชาวลัวะที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายคือตานานขุนหลวงวิลังคะซึ่งเป็นกษัตริย์ของชาวลัวะที่หลงรักพระนางจามเทวีปฐมกษัตรีย์แห่งนครหริภุญชัย เหตุการณ์นี้เกิดในราวพุทธ 1 ศศ.บ. (ดุริยางค์ไทย) มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, นักศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาดนตรี แขนงดนตรีวิทยา วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล, E-mail: Stephen_kran@hotmail.com ศตวรรษที่ ๑๓ ผลสุดท้ายขุนหลวงวิลังคะแพ้พระนางและกองทัพชาวลัวะก็แตกพ่ายไปกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ บ้างก็หนีขึ้นเขา โดยปรากฏพบชุมชนชาวลัวะตั้งแต่เชิงดอยสุเทพไปจนถึงอำเภออมก๋อย อย่างไรก็ตาม เมื่อพญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ ก็ยังทรงให้เกียรติชาวลัวะในฐานะที่เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวลัวะเดิม คือ ในการเสด็จเข้าเมืองทางประตูหัวเวียง (ประตูช้างเผือก) ทรงให้ลัวะจูงหมาเดินนาเข้าเมืองก่อน ธรรมเนียมนี้ยังปฏิบัติมาจนถึงในสมัยพระเจ้ากาวิละ หลังจากรวบรวมกาลังพลขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ ก็ให้ลัวะจูงหมานาเข้าเมืองทางประตูหัวเวียงดังที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนลัวะและกลุ่มชนที่เข้ามาอยู่ใหม่ หมู่บ้านชาวลัวะในสันป่าตอง ปัจจุบันในชุมชนชาวลัวะในพื้นที่อำเภอสันป่าตองมีการกลืนกลายทางวัฒนธรรมมาก ทาให้ปัจจุบันบางหมู่บ้านที่เคยเป็นชุมชนลัวะมาก่อนไม่มีการพูดสาเนียงแบบลัวะอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ชาวลัวะในอำเภอสันป่าตองยังมีความเชื่อเรื่องประวัติความเป็นมาของตนแตกต่างกันไป ทั้งเรื่องราวจากตานานฝ่ายศาสนาในท้องถิ่นหรือเรื่องเล่ามุขปาฐะของกลุ่มตน หมู่บ้านชาวลัวะในอาเภอสันป่าตองที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้านภาษาพูดของตนได้แก่ บ้านเปียง บ้านหนองปึ๋ง บ้านอุเม็ง บ้านหัวริน และหมู่บ้านชาวลัวะที่มีการกลายทางวัฒนธรรมบ้าง คือ ไม่พูดบ้านกิ่วแลหลวง บ้านกิ่วแลหน้อย บ้านอุเม็ง บ้านหนองปึ๋ง บ้านดง บ้านใหม่ม่วงก๋อน บ้านเปียง บ้านหนองพันเงิน บ้านหัวริน บ้านร้องธาร บ้านป่าจู้ บ้านขุนคง สาเนียงลัวะแต่บรรพบุรุษของตนเป็นลัวะ ได้แก่ บ้านทุ่งสะโตก บ้านหนองพันเงิน บ้านร้องธาร บ้านกิ่วแลหน้อย บ้านกิ่วแลหลวง บ้านใหม่ม่วงก๋อน บ้านดง บ้านขุนคง บ้านป่าจู้ เป็นต้น ภาพที่ ๑. หมู่บ้านชาวลัวะในอำเภอสันป่าตอง (ที่มา: Google Maps อธิบายตาแหน่งโดยผู้เขียน) ลัวะในอำเภอสันป่าตองจากตานานฝ่ายศาสนา ในอำเภอสันป่าตองมีตานานฝ่ายศาสนาที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับชาวลัวะสองเรื่อง คือตานานพระธาตุทุ่งตูมและตานานพระพุทธบาทยั้งหวีด เนื้อหาของตานานเป็นการเชื่อมสัมพันธ์สถานที่หรือชุมชนต่างๆ เข้าด้วยกันโดยใช้ตานานทางศาสนา เนื้อหาโดยสรุปของตานานกล่าวว่า ทรงเสด็จจากเมืองลำพูนไปทางทิศตะวันตก ทรงเสด็จและทานายสถานที่ คือ ยางไถ บ้านกอนหลวง บ้านกอนน้อย บ้านป่าแพะ บ้านดง ยางหมื่น และเสด็จมาถึงป่าอัมพวนาราม ทรงประทับใต้ต้นมะม่วงแมงวัน ลัวะ ๒ พี่น้อง ชื่อ ขุนอ้ายก้อนคาและขุนอ้ายท่อนคาถวายภัตตาหาร หลังจากนั้นทรงประธานพระเกศาธาตุไว้ และทรงทานายว่าเมื่อเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ให้นาพระธาตุกระดูกซ้ายมาบรรจุไว้กับพระเกศาธาตุที่นี้ด้วย หลังจากนั้นเสด็จไปเสียอุจจาระปัสสาวะ ใกล้ต้นไม้วิด พระยานาคถวายบ่อน้ำและกระบวยทองคา และทรงประทานรอยพระพุทธบาท ๒ รอย รอยหนึ่งมีนิ้วเท้าและอีกรอยหนึ่งไม่มีนิ้วเท้า และทรงทานายว่าต่อไป พ.ศ.๒๑๑๙ เมื่อพบตานานแล้ว พระเกศาธาตุอัมพวนารามและรอยพระพุทธบาทจึงจะเป็นที่ปรากฏและรุ่งเรืองต่อไป จากตานานดังกล่าว ชุมชนลัวะในอำเภอสันป่าตองจึงผูกตานานนี้เข้ากับความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ตน โดยกล่าวว่าชาวลัวะอยู่อาศัยพื้นที่นี้มานานแล้วโดยผูกกับชื่อหมู่บ้านต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านในตำนาน เช่น บ้านกอน คือ บ้านใหม่ม่วงก๋อน หรือบ้างก็ว่าบ้านกิ่วแลหน้อย และบ้านกิ่วแลหลวง อีกหมู่บ้านหนึ่งคือบ้านป่าจู้ที่ในตานานกล่าวถึงพระพุทธเจ้าทรงถามลัวะเฒ่าและลัวะเฒ่าตอบไม่ทราบ ซึ่งในกรณีหมู่บ้านป่าจู้ เมื่อผู้เขียนได้ปริวรรตตานานทั้งสองเรื่อง เนื้อหาในตานานต่างไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก แต่มาปรากฏในงานปริวรรตของพระครูปิยธรรมภาณี ซึ่งเรียบเรียงเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๑ โดยได้บอกรายละเอียดสถานที่ต่างๆ ด้วย ภาพที่ ๒ และ ๓. พระธาตุทุ่งตูม พระพุทธบาทยั้งหวีด ตานานลัวะจากคำบอกเล่า นอกจากตำนานฝ่ายศาสนา ชาวลัวะยังมีตำนานที่เป็นมุขปาฐะเกี่ยวกับความเป็นมาของชาติพันธุ์ตน ซึ่งสามารถแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรก เชื่อว่ากลุ่มของตนอาศัยอยู่พื้นที่นี้มาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งกลุ่มนี้ได้แก่ ลัวะบ้านเปียง ซึ่งหมู่บ้านนี้มีอุโบสถเก่าแก่ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเมืองแก้ว (พ.ศ.๒๐๓๘ -๒๐๖๘) โดยเชื่อมโยงว่าอุโบสถนี้บรรพบุรุษของตนเป็นคนสร้าง จนถึงปัจจุบันอุโบสถนี้มีอายุ ๕๐๐ กว่าปี ดังนั้นกลุ่มลัวะบ้านเปียงจึงน่าจะอยู่มาตั้งแต่สมัยนั้นอีกกลุ่มหนึ่ง คือ เชื่อว่ากลุ่มชาติพันธุ์ของตนได้อพยพมาภายหลัง คือ กลุ่มลัวะบ้านอุเม็ง บ้านหนองปึ๋ง และบ้านขุนคง โดยกลุ่มของบ้านอุเม็งและหนองปึ๋งเชื่อว่า บรรพบุรุษของตนได้อพยพมาจากดอยอินทนนท์ รอยต่อระหว่างแม่แจ่มกับแม่สะเรียง เมื่ออพยพเข้ามาลุ่มน้าขานก็มีชาวบ้านบางส่วนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว (พรพิไล เลิศวิชาและอรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, ๒๕๔๖: หน้า ๓๕) ซึ่งอาจเป็นจริงเพราะในกรณีบ้านอุเม็งนั้น นักวิชาการในท้องถิ่นสันนิษฐานว่า อดีตเคยเป็นหมู่บ้านของชาวเม็ง (มอญ) มาก่อน มาจากคาว่า อุมเม็งคือ การรวมกันของเม็ง กรณีสุดท้ายคือการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะของบ้านขุนคง ซึ่งคนเฒ่าคนแก่เล่ากันมาว่า ได้อพยพมาจากบ้านขุนคงหลวง ซึ่งเป็นหมู่บ้านลัวะในเขตอำเภอหางดง ซึ่งแต่เดิมหมู่บ้านนี้ก็น่าจะเป็นหมู่บ้านชาวลัวะมาก่อน ถ้าอ้างอิงจากตานานฝ่ายศาสนา รวมถึงหมู่บ้านใกล้เคียง
 
 
ประวัติความเป็นมา ประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว ก่อนที่พวกมอญจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เขตลุ่มน้ำปิง บรรพบุรุษของลัวะได้ตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว ละว้าหรือที่คนไทยภาคเหนือเรียกว่าลัวะซึ่งพวกเขาเรียกตัวเองว่า ลเวือะ นั้น เป็นกลุ่มชนออสโตรนีเซียนถิ่นกำเนิดที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็นที่เชื่อกันว่าอพยพมาจากทางตอนใต้ของไทย มลายู หรือ เขมร เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว บางคนเชื่อว่าพวก ลัวะ เป็นเชื้อสายเดียวกับพวกว้าที่อยู่ทางภาคเหนือของเมียนมาร์และตอนใต้ของมณฑล ยูนนานในประเทศจีน เพราะมีความคล้ายคลึงกันทางด้านภาษา ลักษณะรูปร่างและการแต่งกาย พวกลัวะได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตเมืองเชียงใหม่ เมื่อประมาณ 900 ปีมาแล้ว พวกมอญจากลพบุรีซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองลำพูนและลำปาง ได้รุกรานพวกลัวะจนต้องหนีไปอยู่บนภูเขากลายเป็นชาวเขาไป ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 ชนชาติไทยได้อพยพเข้าสู่ดินแดนแถบนี้ และตีพวกมอญแตกพ่ายไปและมีสัมพันธไมตรีกับพวกลัวะ พวกลัวะเองก็เชื่อว่า บรรพบุรุษของเขาเคยอาศัยอยู่ในเชียงใหม่ และเป็นผู้สร้างวัดเจดีย์หลวงก่อนที่ไทยจะเข้าสู่ดินแดนแถบนี้ ลัวะมีกษัตริย์ของตนเอง และองค์สุดท้ายคือขุนหลวงวิลังก๊ะ ซึ่งถูกพระนางจามเทวี กษัตริย์มอญแห่งนคร หริภุญชัย (ลำพูน) ตีแตกพ่ายไปอยู่บนป่าเขา มีลัวะบางส่วนที่อาศัยอยู่พื้นราบ แต่พวกนี้รับวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ จากคนไทยจนสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเองไปเกือบหมดแล้ว ภาษา ภาษาของลัวะจัดอยู่ ในตระกูลภาษาออสโตร-เอเซียนติด (Austro-Asiatic) และได้รับอิทธิพลจากภาษาของพวกมอญ เขมร (Mon Khmer) ด้วย โดยอยู่ในสาขาย่อยของปะหล่อง ว้า (Palaung - Wa)ภาษาของลัวะมีแตกต่างกันหลายกลุ่ม แต่แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่ม วาวู ใช้พูดกันในหมู่ลัวะเขตลุ่มน้ำปิง เช่น บ้านบ่อหลวง อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มอังกา ใช้พูดกันในเขตตะวันตก เขตอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความแตกต่างกันของภาษานี้จะต่างกันไปตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างกัน แต่สามารถเข้าใจกันได้นอกจากนี้ยังนำคำในภาษาไทยพื้นเมืองทางเหนือไปใช้เป็นจำนวนมาก ประชากร ประชากรลัวะในประเทศ มี 65 หมู่บ้าน 4,307 หลังคาเรือน ประชากร 22,094 คน คิดเป็นร้อยละ 2.38 ของ (ในหนังสือกองส่งเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม )ประชากรชาวเขาทั้งหมดในประเทศไทยโดยกระจายตัวกันอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ 6 จังหวัด คือ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน อุทัยธานี สุพรรณบุรี เชียงราย และลำปาง ประชากรลัวะตั้งถิ่นฐานหนาแน่นอยู่บริเวณหุบเขาและแนวตะเข็บจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และบางส่วนได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ในบริเวณที่ราบกันมากขึ้น เช่นที่บ้านบ่อหลวง และบ้านกองลอย อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ศาสนาและความเชื่อ เป็นที่เชื่อกันว่า ลัวะนับถือพุทธศาสนาควบคู่กับการนับถือผีมาแต่เดิมเหมือนคนไทย ลัวะมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนเป็นผู้สร้างวัดเจดีย์หลวงในจัดหวัดเชียงใหม่ และเสาอินทขิลคือที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษของพวกตนเมื่อลัวะถูกขับไล่ไปอยู่บนภูเขา ซึ่งไม่มีพระและวัดชีวิตประจำวันจึงขึ้นอยู่กับสภาพทางธรรมชาติมากขึ้น ความเชื่อในเรื่องพุทธศาสนาก็เริ่มจางลงและหันไปนับถือผีแทน ลัวะเชื่อเรื่องผี ว่ามีทั้งผีดีและผีเลวสิงสถิตอยู่ตามสิ่งต่างๆเป็นต้นว่าผีที่เฝ้าครอบครัว ผีฟ้า ผีป่า ผีภูเขา ผีเข้าประตูหมู่บ้าน ซึ่งบางครั้งผีอาจจะเป็นสาเหตุก่อความเจ็บป่วยให้แก่คนได้ การติดต่อกับผีจะติดต่อโดยการเซ่นด้วยอาหารที่ผีประเภทนั้นๆชอบโดยมีผู้ทำพิธีคือ ลำและ สะมังหรือคนที่มีคาถาอาคม จะมีการเชิญผีมากินอาหาร การฆ่าสัตว์เลี้ยงผีจะจัดส่วนต่างๆ ของสัตว์ให้ผีอย่างละน้อย สัตว์ที่ใช้เซ่นผีได้แก่ไก่ หมู วัว ควาย นอกจากนี้ลัวะยังเชื่อว่าคนมีวิญญาณ หรือขวัญ 32 ขวัญหากขวัญใดขวัญหนึ่งออกจากตัวไปจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยต้องมีการประกอบพิธีกรรมเรียกขวัญให้กลับเข้ามาสู่ร่าง โดยการผูกข้อมือด้วยด้ายสีขาวเชื่อว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้ขวัญหายและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง การตั้งถิ่นฐานและลักษณะที่อยู่อาศัย หมู่บ้านของชาวลัวะ มักตั้งถิ่นฐานในบริเวณหุบเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 ฟุต อยู่ใกล้กับต้นน้ำ ลำธาร มีพื้นที่ไร่และที่นาล้อมรอบหมู่บ้าน หมู่บ้านลัวะปัจจุบันส่วนมากยังอยู่ในเขตภูเขาหมู่บ้านหนึ่งๆจะประกอบด้วยครัวเรือนประมาณ 20 – 100 หลังคาเรือนโดยสร้างบ้านเรียงรายอยู่ตามแนวสันเขา ลักษณะบ้านยกพื้นสูงคล้ายบ้านกะเหรี่ยง แต่ลักษณะหลังคาจะมีกาแลเป็นสลักไขว้กันสองอันเป็นหน้าจั่ว หลังคาบ้านซึ่งมุงด้วยหญ้าคาหรือตองตรึงจะสูงชันคลุมลงเกือบจรดพื้นดิน รอบๆหมู่บ้านจะเป็นพื้นที่สำหรับเพาะปลูก ระหว่างพื้นที่ทำไร่กับหมู่บ้านจะมีแนวป่าซึ่งเป็นป่าแก่สงวนไว้สำหรับเป็นแนวกันไฟเวลาเผาไร่ของหมู่บ้าน ลักษณะทางสังคม ลัวะมีระบบการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว โดยฝ่ายหญิงจะเข้าไปอยู่บ้านฝ่ายชายและนับถือผีบรรพบุรุษฝ่ายชาย บุตรที่เกิดมาอยู่ในส่วนเครือญาติของฝ่ายพ่อ ในครัวเรือนหนึ่งๆโดยทั่วไปประกอบด้วยสามี ภรรยา บุตร บุตรชายคนโตต้องไปสร้างใหม่เมื่อแต่งงาน บุตรชายคนสุดท้ายจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับมรดกและเลี้ยงดูพ่อแม่ตลอดชีวิต หน้าที่ในครัวเรือนจะแบ่งออกตามอายุและเพศ กล่าวคือผู้หญิงมีหน้าที่รับผิดชอบ หาฟืน ตักน้ำ ตำข้าว ทำอาหารและทอผ้า ผู้ชายมีหน้าที่ซ่อมแซมบ้าน ทำรั้ว ไถนา และล่าสัตว์ ส่วนงานในไร่เป็นหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกันทำ รวมทั้งสมาชิกวัยแรงงานทุกคนในครอบครัวด้วยงานด้านพิธีกรรมถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้ชายเกือบทั้งหมด การปกครอง สังคมลัวะไม่มีตำแหน่งเฉพาะทางการปกครอง ไม่มีการตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตัดสินกรณีพิพาท และรักษากฎระเบียบของหมู่บ้านโดยตรงแต่ให้ความเคารพเชื่อถือหัวหน้าทางความเชื่อถือของหมู่บ้านที่เรียก สมังให้เป็นผู้มีหน้าที่กระทำพิธีการต่างๆในนามของหมู่บ้าน  
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2019 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org