• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
“หมู่บ้านผู้พิพากษาป่าแหว่ง“ ป่าวจบนะ ยังมีคนติดตามเรื่องนี้อยู่...

#1
“หมู่บ้านผู้พิพากษาป่าแหว่ง“ ป่าวจบนะ ยังมีคนติดตามเรื่องนี้อยู่...
 
จากคำถามที่นายวิษณุ ง่ามงามเคยถามว่า “จะเอาอะไรมารื้อป่าแหว่ง ?”
 
โดยอ้างกฎหมายโน่นนี่นั่นสารพัด..อย่างกับว่าคำพูดของมันคือ “ กฎหมาย “
 
จากที่มันว่า....นักกฏหมายด้านสิทธิมนุษยชนระดมสมองมาตอบที่มันถามว่า “ กฎหมายปกติมีช่องทางมากมายถ้าจริงใจจะทำ แต่ตอที่ใหญ่กว่ากฏหมายคือ ทิฐิ ศักดิ์ศรีและพฤติกรรมระบบราชการ

ซึ่งมันก็จริงอย่างเขาว่า...

ไอ้วิษณุคำพูดมันดูเหมือนมีน้ำหนักเพราะมันมีหัวโขนสรวมอยู่...หากไร้หัวโขนมันก็บ่มิไก้ไร้น้ำยา...

เรื่องของ “ป่าแหว่ง “ นี่ ที่มันไปไม่ถึงไหนเพราะยิ่งขุดลึกมันกินไปถึงมหากาพ์กินดอย อย่างที่มีคนเขียนไว้(เอามาโพสต์ต่อท้ายกระทู้ให้อ่านกันครับ)

โดยเอาศาลเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันลุยขึ้นไปกินก่อน...

หากไม่มีใครมาโต้แย้ง...ป่าทั้งสองข้าง “ ป่าแหว่ง “ ก็จะมีโครงการผุดขึ้นมาเป็นพันไร่..ใครจะได้ผลประโยชน์อย่างไรก็พอจะเดาได้...

รอช่วงเลือกตั้ง(ถ้ามี)...”ป่าแหว่ง “ จะเป็นเป้าถูกโจมตีแบบขุดรากถอนโคนแน่นอน..

Just wait and see…ช่วงนี้ก็ทำไปแค่อย่างให้เรื่องมันเงียบหายไป...

คนเชียงใหม่ล้านนา...ต้องสู้เพื่อเอาผืนป่าของเราคืนมา...เพื่อลูกหลานของเรา...

เชิญอ่านบทความครับ :
 
นักกฏหมายตอบคำถามวิษณุ…จะเอาอะไรมารื้อป่าแหว่ง ?
 
นักกฏหมายด้านสิทธิมนุษยชนระดมสมองตอบคำถาม เอาอะไรมารื้อป่าแหว่ง ?” ระบุ กฏหมายปกติมีช่องทางมากมาย ถ้าจริงใจจะทำ  แต่ตอที่ใหญ่กว่ากฏหมายคือ ทิฐิ  ศักดิ์ศรีและพฤติกรรมระบบราชการ
 [Image: 3.jpg?resize=840%2C629&ssl=1]
เวทีนักกฎหมายสิทธิมนุษย์ชน กรณีบ้านป่าแหว่ง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: ภาพโดย facebook/Tik TiK
 
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2561   ศูนย์ศึกษาสันติวิธีและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ จัดวงเสวนาวิชาการเรื่อง ความคิดเห็นของนักกฏหมายด้านสิทธิมนุษยชนกรณีบ้านป่าแหว่งเพื่อร่วมกันหาแง่มุมด้านกฏหมาย ต่อกรณีบ้านพักข้าราชการตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่เชิงดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่  โดยมีนักกฏหมาย นักวิชาการหลายสาขามาร่วมแลกเปลี่ยน  พบแง่มุมกฏหมายและข้อสังเกตุจำนวนมากต่อกรณีนี้

กลัดกระดุมเม็ดแรกผิดและลาม

นายบัณรส บัวคลี่ โฆษกเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพบรรยายสรุปถึงสถานการณ์ล่าสุดของโครงการว่า  ตั้งแต่มีความเคลื่อนไหวใหญ่เมื่อมีนาคม 2561 จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน ข้อตกลงที่ได้คุยกับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ ที่จะกันเขตไม่ให้มีคนอยู่ และมีพิจารณาเรื่องคืนพื้นที่ก็ยังไม่เป็นจริง อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่ผ่านมา เครือข่ายฯ ได้รับข้อมูล และได้รวบรวมแง่มุมต่างๆ ที่ทำให้ตั้งข้อสังเกตุว่า หมู่บ้านป่าแหว่งเกิดจากการกลัดกระดุมผิดเม็ด บนฐานความเชื่อว่าถูกกฏหมาย ซึ่งเมื่อกลัดผิดแล้วก็กลัดผิดไปเรื่อยๆ คือ

เม็ดที่ 1 นิยามป่าราชการ VS ป่าประชาชน
เม็ดที่ 2.ที่มาของโครงการบนป่าเชิงดอย
เม็ดที่ 3. สนง. ศาลยืนยันขอใช้ที่ดินจากทหารปี 2542 ขณะที่หน่วยอื่นถอย
เม็ดที่ 4.ปี 2546-2549 การอนุมัติที่ดินราชพัสดุโดยผู้มีอำนาจยุคนั้น
เม็ดที่ 5 การรังวัดที่ดินเพิ่มเป็น 147 ไร่ (เพิ่มจากที่ขอ)
เม็ดที่ 6.การออกแบบก่อสร้างและปริศนาบริษัทออกแบบ
เม็ดที่ 7.ไม่เปิดเผย ไม่ประชาสัมพันธ์ ไม่แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เม็ดที่ 8 ขั้นตอนการก่อสร้าง ระเบียบกฏหมายที่เกี่ยวข้อง
และเม็ดที่ 9 ยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา??  ซึ่งคือ ณ เวลานี้จะตัดสินใจอย่างไร

โดยอธิบายรายละเอียดว่า

โครงการนี้มีการร้องเรียนต่อหน่วยงานเกี่ยวข้องและสาธารณะผ่านเว็บพันธุ์ทิพย์ตั้งแต่ปี 2558 ต่อมาปี 2559 มีผู้โพสต์ภาพถ่ายมุมสูงจากเครื่องบินทำให้เห็นโครงการที่อยู่บนเขาดอยสุเทพชัดเจน เป็นเหตุให้สำนักงานศาลฯได้แถลงข่าวชี้แจง ประเด็นคือ ได้นิยามพื้นที่นี้ทางกฏหมายว่าเป็นที่ราชพัสดุ แต่นิยามของประชาชนทั่วไปเห็นว่าเป็นป่า ข้อสังเกตุคือ ป่าของรัฐกับป่าของประชาชนมักจะนิยามไม่ตรงกันเสมอ” ซึ่งนิยามที่แตกต่างกันนี้ปรากฏให้เห็นหลายครั้งเช่นมีการทวงคืนผืนป่าจากประชาชน ขณะที่ประชาชนบอกว่าเป็นที่ทำกินมาก่อนแต่ปู่ย่าตายายเพียงไม่มีเอกสารราชการ เป็นต้น

ต่อมาคือที่มาของโครงการและลักษณะการออกแบบก่อสร้าง  โดยหากมองตามแผนที่ซึ่งกรมอุทยานกล่าวอ้างระบุว่า ไม่อยู่ในเขตอุทยานฯ เพราะกันเป็นเขตที่ราชพัสดุซึ่งทหารดูแล ซึ่งวัตถุประสงค์เดิมใช้เป็นที่เลี้ยงม้า เพราะบริเวณนั้นมีกองพันสัตว์ต่าง  แต่ข้อสังเกตุคือเมื่อปี 2540 มีโครงการใหญ่จะย้ายสำนักงานป่าไม้เขตและหน่วยราชการจำนวนมากไปอยู่ในพื้นที่ 1,200 ไร่ บริเวณที่ทหารและเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ  รวมทั้งหน่วยงานของศาลด้วยจำนวน 106 ไร่  แต่โครงการยังไม่ทันเกิด รัฐบาลยุคนั้นไปเสียก่อน  อย่างไรก็ตามเรื่องได้คาไว้ และปี 2542 มีหนังสือสอบถามความต้องการใช้พื้นที่  ซึ่งสนง. ศาลยืนยันว่าต้องการ 106 ไร่เดิมอยู่ ขณะที่หน่วยงานอื่นๆ ไม่ต้องการใช้พื้นที่แล้ว    ปี 2546  -2547 มีการยืนยันขอใช้พื้นที่ และทหารตกลง  ขั้นตอนมาถึงการยื่นขอต่อธนารักษ์ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับ 106 ไร่ ไม่มีทางเข้า เพราะทางเข้าเดิมเป็นการออกแบบรวมเป็นผังใหญ่ เลยมีการรังวัดใหม่  และขอเพิ่มเติมที่ดินให้เป็นทางขึ้น จนกลายเป็น 147 ไร่ในปัจจุบัน

ในขั้นตอนการก่อสร้างมีข้อสังเกตุในรายละเอียดมากมาย  เช่น กรณีเป็นราชพัสดุ หากมีการขอใช้ที่ดินต้องดำเนินการในระยะ 2 ปี แต่กรณีนี้ที่ดินที่ได้มาในปี 2549 แต่ไปตั้งงบประมาณก่อสร้างในปี 2556 หรือการออกแบบบ้านพักข้าราชการแต่ละซี มีกำหนดว่าพื้นที่ใช้สอยไม่เกินกี่ตารางเมตร แต่อาจารย์ด้านวิศวดูแผนผังบ้านพัก 45 หลังในโครงการนี้พบว่าใช้พื้นที่กว่า 40 ไร่ ซึ่งข้อสังเกตุของการใช้พื้นที่นี้เป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมือนกับที่ดินที่หน่วยงานอื่นได้รับซึ่งต้องใช้ประโยชน์ที่ดินให้สูงสุด

ในส่วนของการออกแบบ  หลักการออกแบบก่อสร้างจะต้องพิจารณาจากสภาพพื้นที่ และความลาดชัน เช่นที่เราไปพักบ้านพักในอุทยานเราจะสังเกตุเห็นการปลูกสร้างอาคารกระจายกันไปตามสภาพพื้นที่ว่าโซนใดจะสร้างได้กี่หลัง  แต่การออกแบบของหมู่บ้านป่าแหว่งนี้วางจากแผนผังหรือไม่   จึงสร้างบ้านเป็นแถวเหมือนบ้านตุ๊กตา หรือบ้านจัดสรร  เมื่อพื้นที่บางส่วนไม่เหมาะสม ก็ถากหรือถมดินเพิ่ม จนเมื่อฤดูฝนที่ผ่านมาเกิดเปลี่ยนสภาพดินเมื่อเจอน้ำจำนวนมาก  นอกจากนั้น  ยังพบข้อสงสัยกรณีผู้อำนวยการสำนักบริหารงานออกแบบและก่อสร้างสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับบริษัทซึ่งได้รับคัดเลือกเป็นผู้ออกแบบโครงการ รวมถึงการแบ่งแยกสัญญาและไม่แจ้งในระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐให้ครบถ้วน ซึ่งประเด็นนี้อยู่ระหว่างการร้องเรียน ปปช.และ สตง.ตรวจสอบอยู่

ในประเด็นของการไม่แจ้งตัวแทนประชาชน   ตามข้อกฏหมาย พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร  หน่วยราชการจะก่อสร้างใด ให้นำแบบแปลนไปให้หน่วยงานท้องถิ่นดู  ซึ่งล่าสุดอบต.ดอนแก้วได้ทำหนังสือขอแบบแปลนไป ในตอนแรกได้รับตอบว่าจะให้ แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้

ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งจากการติดตามข้อมูลหมู่บ้านป่าแหว่ง ซึ่งพบข้อสงสัยจากการกลัดกระดุมผิดอย่างต่อเนื่อง เมื่อมาถึงยุคปัจจุบันและมีคำถามที่ว่าจะเอากฏหมายอะไรมารื้อนั้น   เครือข่ายฯ จึงต้องขอมุมมองจากนักกฏหมายผู้เชี่ยวชาญ แต่ก่อนหน้านี้เครือข่ายพบข้อมูลตัวอย่างว่า ในปี 2535 เคยมีมติครม.ให้ความเห็นชอบแผนของกรมอุทยานฯ กรณีมีสนามกอล์ฟอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีคำว่า รื้อย้ายอยู่

ด้านนายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังการเจรจากับรมว.สุวพันธ์  นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด   ชุดระดับท้องถิ่นมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธาน มีมติไปแล้ว เมื่อเดือนกรกฎาคมว่า ให้รื้อย้ายบ้านพัก 45 หลัง ส่วนอาคารชุด 9 หลังให้รื้อย้ายอย่างมีเงื่อนไขโดยขอให้นำคนที่เข้าไปอยู่แล้วลงมาอยู่ด้านล่าง นอกเขตป่าก่อน ซึ่งเป็นมติที่ตรงกับความต้องการประชาชน  จากนั้นได้ส่งเรื่องมายังคณะกรรมการระดับชาติ  แต่ขณะนี้ยังไม่ประชุมแต่อย่างใด

[Image: 4.jpg?resize=840%2C629&ssl=1]

เวทีนักกฎหมายสิทธิมนุษย์ชน กรณีบ้านป่าแหว่ง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: ภาพโดย facebook/Tik TiK
 
อดีตคปก.ชี้กฏหมายปกติมากมาย ถ้าจริงใจจะทำ
นายสมชาย หอมละออ  อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฏหมาย ประธานคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนากล่าวว่า  คำถามที่ว่า  “เอาอำนาจอะไรมารื้อเป็นคำถามที่ทำให้หลายคนที่มีส่วนที่ต้องรื้อไม่กล้าจะทำ อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าหนทางกฏหมายปกติมีทางที่จะทำได้ โดยในมุมนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน ไม่ได้ยึดติดเพียงตัวบทกฏหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่คำนึงถึงกฏธรรมชาติ และความเป็นธรรมด้วย ดังนั้นข้อแก้ตัวของหน่วยราชการที่อ้างว่าดำเนินการถูกตามตัวบทกฏหมายแล้วไม่มีกฏหมายใดให้อำนาจไปรื้อได้ ไม่สามารถรับฟังได้ ในมุมมองของสิทธิมนุษยชน

นายสมชายกล่าวว่าในมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนมองว่าสิทธิชุมชนเป็นสิทธิตามธรรมชาติ   รัฐธรรมนูญยอมรับสิทธินี้ และสิทธิชุมชนแสดงออกโดยความเชื่อ บรรทัดฐาน จารีตประเพณีที่ชุมชนยึดถือ   
นอกจากนั้นยังมีสิทธิการมีส่วนร่วม ตรวจสอบรัฐ โครงการและนโยบายของรัฐ  โดยเฉพาะโครงการที่มีผลกระทบต่อบุคคลและชุมชน ประชาชนทั้งประเทศ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการดำเนินโครงการที่ไม่ชอบธรรม และอ้างกฏหมายมารับรองการกระทำนั้น  ถ้าสังคมหรือประเทศนี้ยอมให้การกระทำอย่างนี้เกิดขึ้นได้ที่เชียงใหม่ ย่อมเกิดขึ้นได้ในที่อื่นเช่นกัน นอกจากนั้นยังขัดต่อหลักนิติธรรม นิติรัฐเพราะรัฐต้องเป็นแบบอย่างเมื่อถูกวิจารณ์ยังไม่ชี้แจงแก้ไข  จะไปปกครองฝ่ายธุรกิจที่มีโครงการต่างๆมากมายได้อย่างไร  จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน  บุคคล และชุมชนได้อย่างไร

ซึ่งเมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม จะดำเนินการอย่างไร  นายสมชายกล่าวว่าถ้ารัฐบาลนี้มีเจตจำนงจะแก้ไขให้ถูกต้อง ย่อมทำได้เพราะหนทางกฏหมายปกติ ก็มีทางที่จะทำได้หลายกรณี เช่น   ตรวจสอบว่ามีการทุจริตหรือไม่ ถ้าสืบค้นพบว่าทุจริตย่อมยกเลิกได้ กรณีนี้ เมื่อคณะกรรมการที่รัฐเป็นผู้ตั้งขึ้นมายังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ตามสิทธิ  ย่อมเป็นที่น่าสงสัย ควรต้องตรวจสอบให้ชัดเจน    หรือตรวจสอบว่ามีความไม่ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่   ถ้าหากไม่ชอบด้วยกฏหมาย ย่อมยกเลิกเพิกถอนได้  หรือจะใช้แนวทางโอนที่ดินให้ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติก่อน  โดยมองที่เจตนารมณ์ เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวให้คนรุ่นหลัง

มีความเป็นไปได้สูง ถ้ารัฐมีเจตจำนงชัดเจน เพื่อยืนยันหลักการคุ้มครองสิทธิชุมชน  สิทธิมนุษยชน ส่วนหนทางสุดท้ายที่ตนไม่อยากแนะนำ คือการฟ้องร้อง  เพราะสุดท้ายความเป็นธรรมอยู่ที่ปลายปากกา  อาจไม่ใช่ความเป็นธรรมที่แท้จริง  อยากให้รัฐใช้อำนาจหน้าที่ตนเองมี  ส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเสียก่อนมากกว่า

ที่มาของพื้นที่ป่าไม่ชัดเจน

นายสรรพสิทธิ์ คุมประพันธ์ ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  กล่าวว่าหลักการปกครองบ้านเมืองด้วยกฏหมาย มีประเด็นสำคัญคือ ทุกคนต้องเสมอภาคภายใต้กฏหมายเดียวกัน  แต่เหตุการณ์นี้ดูเหมือนว่าขั้นตอนการทำโครงการ ไม่เสมอภาคกับผู้อื่น ซึ่งไม่เป็นไปหลักการปกครองด้วยกฏหมาย  และกฏหมายต้องไม่ขัดแย้งกับศีลธรรม ต้องเป็นไปตามกฏธรรมชาติและมีความเป็นธรรม

สำหรับโครงการนี้ตนมีข้อสังเกตุเรื่องที่ดิน โดยตั้งแต่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้ป่าดอยสุเทพเป็นป่าหวงห้าม เมื่อพ.ศ.2492  และต่อมา พ.ศ.2500 กฏหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกมาเป็นประมวลกฏหมายที่ดินตาม  ม.8  ซึ่งสาระสำคัญคือ   บรรดาที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้อธิบดีมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษา และดำเนินการคุ้มครอง ป้องกันได้ตามควรแก่กรณี อำนาจหน้าที่ดังว่านี้ รัฐมนตรีจะมอบหมาย ให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้ใช้ก็ได้  ประเด็นหลักคือ ป่าผืนนี้ เป็นป่าสงวน ป่าหวงห้าม คือมีกฏหมายกำหนดแล้ว ไม่สามารถจะประกาศเป็นอย่างอื่นได้ ออกหนังสือสำคัญที่หลวงไม่ได้ แต่สมมติว่าทำได้ ในปีพ.ศ. 2502 ครม.มีมติให้เป็นอุทยานแห่งชาติซึ่งต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้เป็นอุทยาน ซึ่งควรต้องไปดูแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา พ.ศ.2524 เพราะตนเห็นว่าพื้นที่นี้อยู่ในเขตอุทยานเดิม  เพราะไม่มีอุทยานแห่งชาติที่ไหนที่จะประกาศเฉพาะ ยอดและกลางเขา แต่ไม่ประกาศตีนเขาด้วย   ซึ่งหากตรวจสอบว่าเป็นเช่นนั้น ก็อาจสามารถใช้อำนาจตามมาตร 22 ของ พรบ.อุทยานแห่งชาติ ยื่นข้อเรียกร้องให้กรมอุทยานฯ เอาหมู่บ้านป่าแหว่งออกและฟื้นฟูสภาพ เนื่องจากสาระสำคัญของ มาตรา 22 นี้คือในกรณีที่มีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ เป็นเหตุให้มีสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่ หรือมีสิ่งอื่นใดในอุทยานแห่งชาติ ผิดไปจากสภาพเดิม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำความผิดทำลายหรือรื้อถอนสิ่งนั้นๆ ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ หรือทำให้สิ่งนั้นๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม แล้วแต่กรณีถ้าผู้กระทำความผิดไม่ปฏิบัติตาม หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด หรือเพื่อป้องกัน หรือบรรเทาความเสียหายแก่อุทยานแห่งชาติ พนักงานเจ้าหน้าที่ จะกระทำดังกล่าวแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งเสียเองก็ได้ตามสมควรแก่กรณี และผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป ในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำการเสียเองนั้น

วงประชุมได้แลกเปลี่ยนในประเด็นนี้หลายกรณี เช่น กรมอุทยานฯ ได้มาแถลงข่าวระบุแนวเขตว่า หมู่บ้านป่าแหว่งอยู่นอกเขตอุทยาน และเคยมีผู้ฟ้องศาลปกครองขอนำสืบเพื่อตรวจสอบแนวป่าเดิม มีการยกฟ้องว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งอยู่ระหว่างอุทธรณ์ อย่างไรก็ตามปัญหาแนวเขตป่าที่ไม่ชัดเจนได้ถูกหยิบยกมาอภิปรายมาก
นายสุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความจากสมาคมนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นข้อพิพาทกันมานาน โดยมีการประกาศ  3 กฏหมายในพื้นที่เดียวกันคือ 1.พื้นที่สงวนหวงห้าม โดยกรมที่ดิน  2.ป่าสงวนแห่งชาติ โดยกรมป่าไม้ และ3.ป่าอุทยานโดยกรมอุทยาน แต่วิธีทำแผนที่ต่างกัน  ไม่เป็นเส้นเดียวกัน และต่างคนต่างถือกฏหมายของตัวเอง ยังไม่เคยมีการพิสูจน์แนวเขตว่าอยู่แนวเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าตอนกรมอุทยานทำแนวเขตต้องมีข้อตกลงกับทหารแน่ ประเด็นคือมีการขยับแนวเขตเลี่ยงทหารหรือไม่ หรือเป็นเส้นแนวเขตของทหารอยู่แล้วและใช้เส้นนั้นเป็นแนว ซึ่งเท่าที่รู้คืออุทยานไม่ได้ทำแนวเขตใหม่ แต่เอาแผนที่ของป่าสงวนมาย่อส่วนในแผนที่และประกาศเป็นกฤษฎีกา และ 2 กรมเถียงกันมาตลอด  หากต้องการทราบแนวที่ชัดเจน ก็ให้เอาแผนที่ 3 ฉบับนี้ในอัตราส่วน 1 ต่อ 50000 มาทาบ หากมีเส้นใดเส้นหนึ่งทับที่ทหารก็ถือว่าเป็นเขตป่าแล้ว  แต่ปัจจุบันอ้างเพียงแผนที่จากกรมอุทยานแห่งเดียว ซึ่งมีปัญหาเรื่องเขตแนวมาโดยตลอด  และไม่แน่ใจว่าโครงการ 1 Map ทำหรือไม่ แต่เถียงกันมาตลอดและนานมากตั้งแต่บริเวณขุนช้างเคี่ยน มีคดีฟ้องร้องหลายคดี  ดังนั้นจุดนี้เสนอว่าถ้าเอาแนวแผนที่มาเทียบพิสูจน์ว่าแนวเขตที่ชัดเจนได้ หากทั้ง 3 แนวเขตกันที่ทหารออกก็จะได้ชัดเจนไป นอกจากนั้นที่บริเวณเขามีอีกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือกรมพัฒนาที่ดิน เคยมีมติครม.ให้กรมพัฒนาที่ดินไปตรวจสอบแนวเขตพื้นที่เขา  ซึ่งเมื่อเป็นที่เขา ทางน้ำ ลำเหมือง เป็นที่สาธารณะ ซึ่งต่อให้ประกาศเป็นที่ราชพัสดุ ก็มีพื้นที่สาธารณะทับซ้อนอยู่ การจะใช้ประโยชน์ที่ดินต้องใช้กฏหมายหลายฉบับประกอบกัน จะอ้างว่าเป็นที่ราชพัสดุอย่างเดียวไม่ได้

แนะใช้ ม.22 พ.ร.บ.อุทยานดำเนินการ

อ.สมชาย หอมละออ เห็นว่าเมื่อพิจารณาถึงสภาพพื้นที่กับความเหมาะสมและชอบธรรมแล้ว พื้นที่แห่งนี้ไม่เหมาะสมที่จะสร้างเป็นที่อยู่อาศัย แต่ประเด็นน่าพิจารณาต่อคือพื้นที่แห่งนี้ควรจะเป็นป่าหรือเป็นอุทยานมากกว่า ซึ่งถ้าในข้อเท็จจริงทางกฏหมายยังไม่เป็นที่อุทยานฯ ก็สามารถทำให้เป็นที่อุทยานได้โดย พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ  และเมื่อเป็นที่อุทยานแล้วก็สามารถดำเนินการตาม ม.22 ได้ ปัญหาอยู่ที่รัฐบาลจะทำหรือไม่

นายไพโรจน์ พลเพชร อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฏหมาย กล่าวว่า ควรพิจารณาว่าพื้นที่นี้เหมาะจะทำอะไร สูงชันขนาดนี้ เหมาะเป็นที่อยู่อาศัยหรือไม่  และการอนุญาตให้ทำได้ ปกติการเป็นที่ของทหารใช้ได้เพราะใช้ฝึกรบ แต่เมื่อหน่วยอื่นมาใช้ต้องเหมาะกับวัตถุประสงค์ในการใช้ จะทำเป็นที่อยู่อาศัยไม่ควรทำ  ส่วนจะเป็นเขตอุทยานจริงหรือไม่ต้องเป็นโจทย์ไปตรวจสอบแผนที่ท้ายกฏหมายมาพิจารณาต่อไป

ที่ประชุมระบุในแง่ของการก่อสร้างอาคารว่ากระทบกับสิ่งแวดล้อม ความสวยงามของป่าดอยสุเทพหรือไม่   โดยเมื่อเราดูจาก Google earth หรือมองจากเครื่องบินก็จะเห็นทัศนะอุจาดของเขาทั้งลูก  เพราะเป็นอาคารที่ไม่เข้ากับป่า ซึ่งโดยหลักสถาปัตย์จะต้องก่อสร้างโดยไม่กระทบกับสภาพแวดล้อม เกิดสิ่งแปลกแยกและตั้งข้อสังเกตุว่าควรจะเพิกถอนกฏกระทรวง ที่ยกเว้นให้หน่วยงานของรัฐไม่ต้องขออนุญาตก่อสร้างในพื้นที่หรือไม่ ตลอดจนต้องทำการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนต้องแสดงแบบแปลนต่อหน่วยงานท้องที่ด้วย เพราะเชื่อว่าหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยละเว้นตามข้อนี้ ซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ในมาตรา บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทําใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทํานั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนดำเนินการค่อนข้างยุ่งยาก เนื่องจากจนถึงทุกวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญแทนไม่ได้วินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับสิทธิรัฐธรรมนูญโดยตรงของประชาชน ขั้นตอนการตีความมีมากมายและต้องผ่านหน่วยงานของรัฐ ดังนั้นถ้าหากประชาชนหรือองค์กรใดสามารถยื่นตีความการกระทำเกี่ยวกับสิทธิตามรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ต้องผ่านหน่วยงานของรัฐน่าจะเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้โดยง่าย

[img] https://i0.wp.com/s3-ap-southeast-1.amaz...C629&ssl=1[/img]

เวทีนักกฎหมายสิทธิมนุษย์ชน กรณีบ้านป่าแหว่ง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: ภาพโดย facebook/Tik TiK

ระบุขัดรัฐธรรมนูญและกฏหมายมหาชน

ดร.ศักดิ์ณรงค์  มงคล  ผอ.ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางสังคมและกฎหมาย มหาวิทยาลัยรังสิตกล่าวว่า การหาทางออกเรื่องนี้ไม่ควรยาวนานมาเกือบปี แต่เนื่องจากคู่เห็นต่างจากเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันตุลาการ เลยไม่มีใครกล้าพูด  สิ่งที่สังคมกังขาจึงไม่ค่อยชัด เพราะเหมือนการพูดฝ่ายเดียว  อย่างไรก็ตามสิ่งที่สาธารณะชนมองต่อเรื่องนี้ มีมุมที่ว่า ไม่ผิดกฏหมายแต่ไม่เหมาะสมซึ่งคำว่าไม่เหมาะสมเหมือนจะเลื่อนลอย แต่ที่จริง คำว่าไม่เหมาะสม ในหลักของกฏหมายมีคำอธิบายว่าไม่ชอบด้วยกฏหมายอยู่ในตัวด้วย

ดร.ศักดิ์ณรงค์กล่าวว่าในหลักกฏหมายมหาชน การใช้อำนาจของรัฐต้องชอบด้วยกฏหมายใน 4 ประเด็นคือ 1.ต้องมีกฏหมายให้อำนาจ 2.ไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฏหมายให้อำนาจ 3.ต้องชอบด้วยวัตถุประสงค์ 4. ต้องชอบด้วยกระบวนการและขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ ซึ่งกรณีนี้การใช้อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ชอบด้วยวัตถุประสงค์และไม่ชอบด้วยกระบวนการและขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ จนส่งผลให้การทำโครงการนี้ไม่ชอบด้วยกฏหมายในระดับที่รุนแรง

[color=#333333][size=large]โดยประเด็นไม่ชอบด้วยวัตถุประสงค์นั้น ว่าด้วยเนื้อหาและกระ
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
ป้อม-ทักษิณ และปริศนาป่าแหว่ง

ตอนที่ค้นข้อมูลเรื่องป่าแหว่งเพื่อทำเอกสารศึกษาของคณะกรรมการระดับจังหวัด ผมพบว่า ไทม์ไลน์ขั้นตอนการอนุมัติ "ให้ใช้ที่ดิน" ราชพัสดุมันกว้างหลายปี

และอาจพัวพันถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ได้ขึ้นมาเป็นผบ.ทบ. หลังพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร

เพราะตอนที่ทหารอนุมัติให้ศาลแบ่งใช้ที่ราชพัสดุตรงกับปี 2546-2547 เป็นปีที่บิ๊กป้อมกำลังเบ่งบานพอดี (ส่วนจะเกาะโต๊ะแบบไหน บทความนี้ไม่เกี่ยว)

****

เขียนแบบนี้ หลายคนอาจงง เพราะไม่ได้ตามข่าวแต่ต้น ไหนจะเพจการเมืองสื่อเสี้ยมที่ให้ข้อมูลผิดๆ (จนติ่งการเมืองตามแซะราวีพวกเราไม่หยุด) ซึ่งอาจจะทำให้สมองมึนงง

จึงขอให้ท่านลบเมมโมรี่เดิมที่เคยเสพจากเพจการเมืองคลั่งสีเสื้อทิ้ง ผมจะท้าวความเป็นมาโดยคร่าวๆ ของเรื่อง ก่อนจะถึงยุค ทักษิณ-ชัยสิทธิ์-ป้อม เพื่อให้เข้าใจตรงกันก่อน

เรื่องป่าแหว่งนี่ เป็นการกลัดกระดุมผิดพลาดของหน่วยงานรัฐมาตั้งแต่ปี 2540

ปีนั้น ตรงกับยุคบิ๊กจิ๋ว นักการเมืองและข้าราชการกลุ่มหนึ่ง ทำโครงการจะย้ายสำนักงานป่าไม้เขตที่ริมน้ำปิงมาที่บนดอยสุเทพ แถวๆ ป่าแหว่งนั่นละ

มันเป็นอภิโครงการของนักสวาปามงบประมาณ เพราะทำเรื่องขอที่ดินราชพัสดุของทหารจำนวน 710 ไร่ 2 งาน 76 ตร.ว. บวกกับจะกันที่ดินอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพฯ ซึ่งติดกันอีก 501 ไร่ 1 งาน 95 ตร.ว.

รวมเป็น 1200 กว่าไร่ ที่ป่าล้วนๆ แบบเดียวกับป่าแหว่งนะครับ แต่หายนะ อุบาทว์ เลวทรามกว่ากันสิบเท่า !!!

งานนี้ ราชการหน่วยเดียวอาจจะมีข้ออ้างไม่พอ เขาเลยไปชักชวนหน่วยงานราชการหน่วยอื่นพ่วงด้วย รวมทั้งศาล ... ยุคนั้นยังไม่มีศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีแค่สนง.อธิบดีศาลภาค 5

ไปคุยแบบไหนไม่รู้ ลองนึกดู คงประมาณว่า "ทั่นครับเขาจะมีโครงการใช้ที่ราชพัสดุบนดอย เรายื่นไปแล้ว ท่านจะร่วมยื่นขอด้วยมั้ย เราจะแบ่งให้ 100 กว่าไร่"

ได้ผลสิฮะ ... ท่านเลยทำหนังสือไปถึง มทบ.33 หน่วยทหารในพื้นที่ขอใช้ที่ดิน 106 ไร่ โดยจะเอาจาก 1200 ไร่ที่เขายื่นไปก่อนนั่นล่ะ บอกว่าได้เจรจาแบ่งกันแล้ว ทหารไม่ต้องยุ่งยากรังวัดใหม่

อาจจะเป็นโชคดีของดอยสุเทพที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นก่อน รัฐบาลจิ๋วลงไป โครงการอุบาทว์กินดอย 1200 เลยพับตามไป

****

แต่สนง.ศาลท่านไม่ได้จบไปกับโครงการ 1200 ไร่ ย้ายสนง.ป่าไม้เขต น่ะสิฮะ

คนเริ่มกลัดกระดุมเม็ดแรกจบแล้ว แต่ท่านขอกลัดต่อ

ปี 42 ทำเรื่องยืนยันไปยัง มทบ.33 บอกว่า การขอที่ดิน 106 ไร่ยังขอเหมือนเดิมนะ ช่วยพิจารณาอนุมัติให้ด้วย

ทหารเงียบ....

ไม่ตอบ....

ท่านก็รอ....

****

จนมาถึงยุคทักษิณ เอาแล้วครับ เข้าเรื่องเสียที !!!

ยุคทักษิณ 1 นี่ มีรมว.กลาโหมชื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นะครับ ... อ้าว ตัวละครเดิมกลับมาแล้ว

(
ต่อมาเปลี่ยนเป็นพล.อ.ธรรมรักษ์ ฯ และ พล.อ.เชษฐา ตามลำดับ บิ๊กเหวียงนี่เข้ามาปุ๊บ บิ๊กป้อมขึ้นผบ.ทบ.เลย)

หน่วยงานศาลที่ยื่นขอที่ดิน 106 ไร่มานมนาน รอแล้วรอเล่า เกิดได้ยาดี หรือได้สัญญาณอะไรบางอย่าง

จู่ๆ ก็ยื่นหนังสือขอใช้ที่ดิน ไปยังมทบ.33 (ซึ่งควรจะเรียกว่าหนังสือทวงฉบับใหม่ จะชัดเจนกว่า) การยื่นรอบนั้นตรงกับปี 2546

เป็นปีที่ผบ.ทบ.ชื่อ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร !

มีใครออกหน้ามาดูแลเรื่องให้กับสนง.ศาล ไปเจรจากับบิ๊กทหาร  ผู้มีอำนาจเขาเจรจาหวานชื่นกันแบบไหน อันนี้คนเขียนก็ไม่รู้ !!!!

เอาเป็นว่ายื่นรอบนี้ เรื่องเดินปุ๊บปั๊บ  ฉลุยก็แล้วกัน

การกลัดกระดุมเม็ดที่สองก็เริ่มขึ้น

****

คืองี้... ขั้นตอนขอใช้ที่ราชพัสดุ หากว่ามีหน่วยอื่นครองอยู่ หน่วยที่อยากใช้ต้องเจรจากับหน่วยเดิมก่อน หากหน่วยเดิมไม่ขัดข้องยินดียกให้ ก็ค่อยไปทำเรื่องขอใช้กับกรมธนารักษ์ต่อ

ขั้นตอนแรกคือการขอจากหน่วยทหารเริ่มปี 2546 ตอนนั้นพล.อ.ประวิตร บิ๊กป้อม ขึ้นไลน์ 5 เสือแล้วนะครับ ดำรงตำแหน่งเป็นผช.ผบ.ทบ.

แหมๆ มาถึงตรงนี้มันคันมาก เอ๊ะ การที่รัฐบาลนี้มีท่าทีแปลกๆ เรื่องป่าแหว่ง ให้สัมภาษณ์ไม่เห็นใจประชาชนมีอะไรในกอไผ่หรือเปล่า?? ผมพยายามค้น เผื่อว่าจะแจ๊กพ็อต !!

ปรากฏว่า ผู้ที่ลงนามเห็นชอบให้สนง.ศาล ขอแบ่งใช้ที่ดินราชพัสดุทหาร ไม่ใช่บิ๊กป้อมครับ !!! ใบ้ให้นิดนึง เป็นหนึ่งใน 5 เสือ ที่ไม่ใช่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ด้วย อันนี้มันเป็นไปตามไลน์รับผิดชอบ

แหม..ผมนี่ผิดหวังเล็กน้อย อันนี้เอาความลับมาเปิดเผย 5555

****

พวกติ่งและเพจการเมืองปลุกระดม ที่ปั่นหัวให้คลั่งมาแซะถามเรา "ทำไมไม่เอาผิดคนอนุมัติที่ดิน ทำไมไม่เอาผิดคนอนุมัติงบประมาณ"  จะพาดไปให้ถึงทักษิณ-ปูยิ่งลักษณ์ให้ได้ เพื่อจะชี้ว่า เครือข่ายประชาชนเป็นเสื้อแดงล้มรัฐบาล ...มันเลอะเทอะ งี่เง่า ไม่เข้าใจระบบและกระบวนการราชการนิดเดียว เราก็พยายามอะโหสิง่ะนะ ไอ้คนพวกนี้น่ะก็แค่พวกคลั่งไร้สมองคิดเองกลุ่มหนึ่ง แต่ถ้ามีแหลมมามากๆ ก็ค่อยเบิ้ดกลับไปพองาม เป็นเช่นนี้มาตลอด

ขั้นตอนทหารอนุมัติใช้ที่ดินระหว่างปี 46-47 นี่เริ่ดมาก

เพราะเดิมศาลขอที่ดิน 106 ไร่ แค่นั้นเอง

ปัญหาก็คือมันเป็นที่ดินลอยอยู่บนดอยโน่น ไม่มีทางออกเชื่อมถนน เพราะตอนแรกที่เขาเขียนแบบ 1200 ไร่ แบ่งเค้กป่ากันนั้น เขาออกแบบให้มีทางเข้าร่วมกัน แล้วค่อยแยกย้ายหน่วยงานนี่เข้าแยกนี้ ศาลเข้าแยกโน้น

พวกที่ดำเนินการรังวัด ซึ่งคงได้ไฟเขียวโร่มาจากไหนไม่รู้ เลยรังวัดที่ดินเพิ่มเป็นทางออกให้ กลายมาเป็น 147 ไร่ แนวยาวๆ ตามที่เป็นป่าแหว่งปัจจุบัน

เอกสารที่เอามาให้ดู 4 มีนาคม 2547 เป็นวันที่แสดงว่า กระบวนการรังวัด/แยกที่ดิน/ และไฟเขียวให้ศาลใช้ที่ทหารน่ะ แล้วเสร็จไปเรียบร้อย

เพราะทหารเขียนว่า 147 ไร่ / และหน่วยเหนือไม่ขัดข้อง /

****

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นเป็นผบ.ทบ. เมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2547

ขึ้นดำรงตำแหน่งหลังจากขั้นตอนกลัดกระดุมเม็ดสองผ่านเลยไปแล้ว

จากนั้น ก็มีกระบวนการออกโฉนดราชการ หรือหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ราชพัสดุ โดยสนง.เลขาธิการศาลยื่นรายละเอียดโครงการ/งบประมาณ/วัตถุประสงค์ไปยังธนารักษ์

ขั้นตอนนี้คือการกลัดเม็ดที่สามผิด

เพราะว่า โฉนดราชการแผนผังที่ดินดังกล่าวไม่เขียนว่ามีลำน้ำ ร่องน้ำสาธารณะใดๆ เอาไว้ ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงมันก็ประจักษ์ชัดว่า มีส่วนของลำห้วยขวางที่อยู่โทนโท่ ภาพทางอากาศนี่ชัดเจนว่ามี แต่เอกสารแผนผังไม่มีว่ะ

อันนี้ไม่เกี่ยวกับบิ๊กแม้วและบิ๊กป้อม ขอไม่กล่าวถึง

****

สรุป ผมน่ะ ไม่คิดว่าทักษิณจะรู้รายละเอียดของป่าแหว่งอะไร เพราะตอนนั้นเป็นแค่การที่ศาลอยากได้ที่ดินราชพัสดุของทหาร ยังไม่ได้ออกแบบก่อสร้างให้อลังการพิลึกดอยแบบที่เห็น -- บิ๊กป้อมก็คงไม่รู้

แต่อย่างไรก็ตามการไฟเขียวให้ทหารยอมตัดแบ่งเกิดในยุคนี้ คือ ยุคทักษิณอันนี้เป็นข้อเท็จจริง

ดังนั้น การประสานงาน/เจรจา ระหว่างหน่วยงานระยะแรก ต้องมี "คน"เกี่ยวข้องแน่นอน คนเหล่านั้นประกอบด้วยใครบ้าง นึกเอาเหอะ ไม่น่ายาก ผบ.ทบ.เอย คนแวดล้อม ญาติเอยๆ ใครมีสายสัมพันธ์กับทางศาล นับดูเหอะ

และที่แน่ๆ สนง.ศาล เองคงไม่ได้อยู่เฉยๆ แล้วมีคนประเคนมาให้ โดยที่ตัวเองไม่รู้อิโหน่ จะมาอ้างว่าเขาให้อะไรมาก็รับไปตามนั้น 

... หุหุหุ เพราะหลักฐานราชการมันชัดเจนว่าท่านประสงค์มาแต่ต้น แต่ทหารดองไว้ 5-6 ปี

-
จบ-

https://bunnarothwrite.blogspot.com/2018/09/blog-post_21.html
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#3
ภาพน้ำหลากบริเวณหมู่บ้านผู้พิพากษาป่าแหว่งเมื่อครั้งฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันเดือนที่แล้ว....น่ากลัวไหม?


[Image: 00%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E...k=uCNDmpiF]

[Image: 00%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E...k=ZukzBCiW]

[Image: 00%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E...k=RhozO-S8]
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2018 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org