• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
หลายคนรอวันที่คูหาเลือกตั้งเปิดเพราะมันคือเครื่องมือในการแก้แค้นของคนตัวเล็กตัวน้อย

#1
หลายคนรอวันที่คูหาเลือกตั้งเปิด การเลือกตั้งคือเครื่องมือในการแก้แค้นของคนตัวเล็กตัวน้อย...

การเลือกตั้งไม่ใช่การร้องขอแต่เป็นสิทธิที่พึงมี....

ใช่..ผมก็เห็นด้วยกับมุมมองนี้.....ไล่คสช.ออกไปก่อน...แล้วเอาภาคประชาชนมาช่วยกันแก้ปัญหา....

คสช.ทำให้สังคมผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ ความสำเร็จอย่างหนึ่งคือการทำให้ประชาชนสอดส่อง ควบคุมกันเอง...

การเลือกตั้งที่ผ่านมาเริ่มยึดโยงกับชีวิตของประชาชน แต่ คสช.พยายามปิดกั้น....

 
เชิญอ่านบทความครับ :

คุยกับ ชัยพงษ์ สำเนียง จับตาภาวะสังคม(ผิด)ปกติ ก่อนการเลือกตั้ง
 
เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (We Watch)

We watch สัมภาษณ์ ชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาเอกสาขาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา ม.เชียงใหม่ ชี้ คสช. ทำให้สังคมบิดเบี้ยวกลายเป็นเรื่องปกติ และพยายามสร้างให้นักการเมืองเป็นผีดิบ การเลือกตั้งเป็นปีศาจ แต่สังคมยังเฝ้าคอยการเลือกตั้งในฐานะเครื่องมือแก้แค้นเผด็จการ

[Image: 44036317994_45cbea2e95_b.jpg]

เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย 

คุยกับ ชัยพงษ์ สำเนียง. สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงปรากฎการณ์ทางสังคม การเมือง การควบคุมอำนาจต่างๆของ คสช.ผ่านกลไกทางการเมืองที่ผ่านมานั้นทำให้สังคมไทยเปลี่ยนไปอย่างไร และจะเกิดอะไรขึ้นกับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่จะมาถึงนี้


คสช.ทำให้สังคมผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ ความสำเร็จอย่างหนึ่งคือการทำให้ประชาชนสอดส่อง ควบคุมกันเอง



งานของอาจารย์พิชญ์ (เผด็จการวิทยา) อธิบายในเรื่องเผด็จการต่าง ๆ นานา ทำไมเผด็จการต้องทำตัวแปลกๆ ก็เพราะว่าไม่สามารถทำตัวเป็นคนปกติได้ ต้องทำให้สังคมบิดเบี้ยว สำหรับผมมีความคิดไปไกลกว่านั้นคือเผด็จการทำให้ทุกคนต้องอยู่ในสังคมที่ไม่ปกติไปด้วยกัน สิ่งหนึ่งที่เผด็จการตอนนี้ประสบความสำเร็จคือการทำให้เสียงในสังคมนิ่ง  ต่างจากสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ เรายังเห็นปรากฎการณ์เสื้อแดงไปบุกบ้านป๋าเปรม คนยังออกมาเคลื่อนไหวตามท้องถนนได้ แต่ต่างจากสมัยนี้ คือทำให้คนกลัวโดยการไล่จับทุกคน ทั้งนักวิชาการ สื่อ นักศึกษา ประชาชน

ความสำเร็จอย่างหนึ่งของสังคมเผด็จการ คือการสร้างความผิดปกติให้เป็นเรื่องปกติ ทำให้ความกลัวกลายเป็นเรื่องสามัญ ทุกคนต้องในสังคมต้องช่วยกันเซ็นเซอร์ ตรวจสอบกัน  ถ้าเราแสดงความเห็น วิจารณ์ คสช. ก็จะมีคนในสังคมมาตรวจสอบ เซ็นเซอร์ เช่น หากจะพูดเรื่องแบบนี้ต้องหยุดนะ”  “จะกินข้าวผัด โอเลี้ยงไหม จะซื้อไปฝากในคุกเพราะมีคนสอดส่องอยู่ หลายคนดึงเรื่อง1984 เข้ามามองสังคมไทยตอนนี้ว่าถูกจับจ้องตัวเองอยู่ตลอดเวลา ก็คือเซนเซอร์ตัวเองพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากพูดนี่เป็นปัญหาใหญ่ของสังคม  หรืออาจยกงานของฟูโกต์เรื่องการบังคับตัวเอง อำนาจถูกสร้างให้แฝงฝังอยู่ในตัวเอง จะทำอะไรต้องระวังตัวเองเพราะอำนาจมันไม่จำเป็นต้องถูกบังคับด้วยปืน แต่เราต้องบังคับตัวเอง เป็น bio power ต่าง ๆ นานา นี้คือสิ่งที่เผด็จการทำสำเร็จ





สิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่หลังรัฐประหารมัน  2557 แต่ขบวนการที่รัฐกล่อมเกลา มีมาตั้งแต่ปี 2549 ผ่านการโฆษณาความเชื่อต่าง ๆ นานา วาทกรรมการเลือกตั้งมันเป็นสิ่งที่แย่มาหลายสิบปีแล้ว เราจะเห็นว่าการเลือกตั้งถูกสร้างความหมายแบบนักการเมืองกลายเป็นปีศาจ เช่น เรื่องปีศาจทักษิณ ทักษิณเป็นปีศาจที่ต้องถูกกำจัด เรื่องนี้ถูกสร้างมาหลายสิบปีกลายเป็นชุดข้อมูลความรับรู้ของผู้คนรุ่นใหม่ หลายคนอายุ 20 กว่าปี ยังไม่เคยเลือกตั้งเลยแม้แต่ครั้งเดียว พอนักการเมืองเท่ากับการเลือกตั้ง การเลือกตั้งจึงถูกทำให้เป็นปีศาจ ผีดิบไปด้วย





อำนาจมันถูกทำให้เป็นระบบนานมากผ่านสื่อผ่านระบบการศึกษาผ่านอะไรต่าง ๆ นานา ช่วง 20 ปีก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ มันจึงประสบความสำเร็จในการควบคุม  การทำให้อำนาจของชนชั้นนำให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ ยุติวิกฤต อำนาจศักดิ์สิทธิจึงกลายเป็นสิ่งที่ขวางกั้นของอำนาจอื่น ๆ ที่จะขึ้นมา แต่ในช่วงหลัง 2557 ถึงปัจจุบัน มันคือการปักเขตแดนของอำนาจของฝ่ายต่างๆ ใหม่  ประชาชนก็จะถูกฝ่ายทหาร ข้าราชการ หรืออำนาจศักดิ์สิทธิต่างๆ พยายามทำให้พื้นที่ถดถอยลงเรื่อยๆ ทุกองคาพยพขยายเขตแดนของตัวเองและยังสู้แย่งชิงพื้นที่กันอยู่  รวมไปถึงพื้นที่ของการเลือกตั้ง

หมายความว่าในช่วง10-20 ปี ที่รัฐประหารขึ้นมา มันทำให้ความเป็นการเมืองมีปัญหา อะไรที่เป็นการเมืองคือความวุ่นวายเลวร้าย ทำให้เศรษฐกิจผู้คนต้องหยุดชะงัก  วิษณุ เครืองาม พูดว่ารัฐบาลนี้มีผลสำเร็จอย่างหนึ่งก็คือไม่มีม็อบ และไม่มีใครปิดทำเนียบรัฐบาล ก็มีส่วนถูกเพราะไม่มีพื้นที่ทางการเมืองให้คนแสดงออก แถมยังมีมาตรา 44 มีคำสั่ง คสช. 3/2558 มีมาตรา116  มีกฎหมายต่างๆ ปิดกั้นการแสดงออกของผู้คนไว้





สิ่งที่เสียหายที่สุดไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่สังคม แต่มันคือระบบกระบวนการยุติธรรมที่ไม่มีทางที่จะฟื้นฟูภายใน 10-20 ปีนี้ได้ คสช.ได้ทำให้กระบวนการยุติธรรม อัยการ ศาล ที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายหมดความชอบธรรมลง  เพราะระบบยุติธรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความชอบธรรมของรัฐประหาร





หลายคนรอวันที่คูหาเลือกตั้งเปิด การเลือกตั้งคือเครื่องมือในการแก้แค้นของคนตัวเล็กตัวน้อย





การเลือกตั้งสำหรับผมมันคือเครื่องมือของการแก้แค้นของคนเล็กคนน้อยที่ไม่มีพลังอำนาจอย่างอื่นในการที่จะคัดง้างกับเผด็จการ การเลือกตั้งคือการแก้แค้นของ คนไร้ชื่อต่อให้คณะรัฐประหารจะวางกลไกซับซ้อนแค่ไหน ก็ไม่สามารถที่จะควบคุมการเลือกตั้งได้ การเลือกตั้งเป็นสิ่งเดียวที่เผด็จการกลัว มีบทเรียนหลายๆ อย่าง เช่น กรณีพม่า ทหารอยู่ในอำนาจแข็งแกร่งกว่า คสช. มหาศาล วางกลไกอยู่ทุกพื้นที่ในประเทศพม่า สุดท้าย  อองซานซูจีสามารถชนะเลือกตั้งได้




คนเฝ้ารอวันที่คูหาเปิด ต่อให้ใช้กลไกของรัฐบล็อกไว้ บางคนเอาการเลือกตั้งไปเทียบกับประชามติ มันเทียบกันไม่ได้ ประชามติมันมีอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง เช่น ประชามติมันอยากเลือกตั้ง เอาง่ายๆ หรือเราอยากให้รัฐบาลทหารเนี้ยออกไปเร็วๆ ไม่รู้จะทำยังไงถ้าประชามติผ่าน  ก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งในทันที จะได้เอา คสช.ออกไป  การเมืองของประชาชนในช่วงนี้มันเฉื่อยชา แต่จริงๆ คือไม่ใช่ เพียงแต่ไม่มีพื้นที่ทางการเมืองทางกายภาพให้แสดงออก คนจึงหาพื้นที่ทางการเมืองแบบต่างๆ เช่น การเคลื่อนไหวของ we walk ขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ รวมถึงการเคลื่อนไหวรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่เป็นทางการ ความพยายามในการแสวงหาพื้นที่ทางการเมืองที่หลากหลายเช่นการแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านบนโลกออนไลน์อย่างมากมายในช่วงนี้ เป็นต้น

[Image: 30884208518_8f06a9bec5_z.jpg]

การเลือกตั้งที่ผ่านมาเริ่มยึดโยงกับชีวิตของประชาชน แต่ คสช.พยายามปิดกั้น



ผมคิดว่าการเลือกตั้งกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เพราะว่าการเลือกตั้งมีความหมายใหม่ ถูกยึดโยงกับประชาชนในฐานะเป็นผลประโยชน์ เป็นเครื่องมือ เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่ามีตัวตนในรัฐไทย  บางคนบอกเลือกตั้งก็แค่เข้าคูหาสองสามวินาที แต่จริง ๆ มันคือกระบวนการคิด ผ่านการหาเสียง ไตร่ตรอง ว่าจะเลือกใครซึ่งไม่ง่าย ที่ผ่านมา คสช. บล็อกการเมืองระดับชาติไว้ การเมืองท้องถิ่นก็ไม่มีช่องทางที่จะทำให้สามารถแสวงหาพื้นที่สามารถมีปากมีเสียง





ถ้า คสช. เลื่อนเลือกตั้งออกไปเรื่อย ๆ คิดว่าต้องเจอปัญหาที่ตามมา การเมืองภายนอกเราก็ว่ากันไปจะถูกกดดัน แต่ว่าการเมืองภายในคนทนไม่ได้แล้วที่จะต้องมาฟังคุณประยุทธทุกวันศุกร์  ต่อให้จ้าง ศิลปินดารา ไอดอล ก็ไม่สามารถดึงคะแนนเสียงได้ เพราะว่าสิ่งที่พูดไม่ตอบสนองต่อชีวิตในความเป็นจริง  ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คสช. บล็อคทุกอย่าง พูดอะไรไม่ได้  สิ่งที่เราสามารถทำได้คือการพูดเรื่อย ๆ เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าการเลือกตั้งยังไม่ตาย การเลือกตั้งไม่ใช่การร้องขอแต่เป็นสิทธิที่พึงมี

 

https://prachatai.com/journal/2018/09/78749
 
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2018 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org