• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
อย่าหลงประเด็นดีใจ....จากข่าวที่ว่า.. “ เลขาศาลฯ เเจงยิบ 8 ประเด็นสร้างบ้านพักตุลาการ

#1
อย่าหลงประเด็นดีใจ....จากข่าวที่ว่า.. เลขาศาลฯ เเจงยิบ 8 ประเด็นสร้างบ้านพักตุลาการ ทำหนังสือรายงานข้อเท็จจริง บิ๊กตู่’” นั้น....


มันเป็นข่าวจากนสพ.ข่าวสด ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2561 แล้ว...

ที่นายสราวุธ เบญจกุลเลขาธิการสานักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า สำนักงานศาลยุติธรรมขอชี้แจงถึงข้อเท็จจริงการขอใช้พื้นที่และการดำเนินโครงการฯ

ไม่ไม่ใช่เพิ่งมามีตามที่เครือข่ายฯเอามาเผยแพร่ ว่า ดีเดย์ 3 วันส่งงานตามสัญญา 1 2 และ 3

[Image: Un23titled-1-2-768x445.jpg]

เนื้อหาชี้แจงก็จาก ข่าวสด ที่เอามาให้ดูนั่นแหละครับ.....

จากคำชี้แจงที่ว่า สำนักงานศาลยุติธรรมได้ตระหนักถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเสมอมา บริเวณก่อสร้างที่มีต้นไม้ มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 30 เซนติเมตรขึ้นไป ได้ขุดล้อมแล้วนำไปปลูกบริเวณใกล้เคียง มีรายละเอียดของต้นไม้ที่ขุดล้อมไปคือ ต้นประดู่ 29 ต้น ต้นพลวง 86 ต้น ต้นสัก 4 ต้น ต้นกระบาก 77 ต้น และไม้เนื้ออ่อนอื่นอีก 44 ต้น รวม 240 ต้น

ไม่ทราบว่าเอาไปปลูกที่ตรงไหน..มีภาพถ่ายหรือจะเข้าไปตรวจสอบได้หรือเปล่า..

แล้วเรื่องการแจกแจงสัญญาและการส่งมอบโครงการฯ 2และ3 มันก็มีมูลค่าเพียง 321,670,000 บาท (สามร้อยยี่สิบเอ็ดล้านหกแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)และ342,900,000 บาท (สามร้อยสี่สิบสองล้านเก้าแสนบาทถ้วน)

ก็รวมเป็น 664,570,000.00(หกร้อยหกสิบสี่ล้านห้าแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน) ถ้าจะรื้อทิ้งมันก็ไม่ได้เสียหายเป็นพันล้านอย่างที่สื่อเอาไปตีกัน....

รัฐเอาเงินไปเสียหายอย่างอื่นเช่นค่าเรือเหาะที่เหาะไม่ได้ 350ล้าน 

ค่าไม้ล้างป่าช้าจีที200 พันกว่าล้าน 

ค่าโรงพักร้าง 396แห่ง หกพันกว่าล้าน รัฐยังฟ้องเอากะใครไม่ได้เลย..

แล้วนี่หกร้อยกว่าล้าน...สำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งเป็นคู่สัญญามาอ้างว่า...

 “ไม่อาจดำเนินการตามข้อเรียกร้องที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ได้ เนื่องจากหากสำนักงานศาลยุติธรรมยุติโครงการย่อมจะตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องถูกคู่สัญญาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ซึ่งจะทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณชดใช้ค่าเสียหาย อีกทั้ง หากสำนักงานศาลยุติธรรมจะดำเนินการรื้อถอนก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้และยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย รวมถึงอาจจะต้องถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหาผู้รับผิดชอบตามกฎหมายด้วย

มันเป็นเงินจากภาษีของประชาชนนะครับและที่เสียหายยิ่งกว่าจำนวนเงินคือมันมาทำลายความรู้สึกและจิตวิญญาณของชาวเชียงใหม่และประชาชนคนไทยที่รักผืนป่าทั่วไป

จากการติดตามข่าวแบบเกาะติด.....งานนี้มียื้อแน่นอน....แล้วจะสรุปผลสั้นๆว่าไม่รื้อ..เอาไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่น....โดยจะอ้างกฎหมายสารพัด...

ถ้าเขาว่ามาอย่างนี้....ถามว่าเครือข่ายฯ จะทำยังไงต่อ..?

หากปล่อยให้เวลาเนิ่นนานออกไปมันจะไม่สายเกินหรือยากที่จะแก้หรือ?
 
เชิญอ่านข่าวครับ :

เลขาศาลฯ เเจงยิบ 8 ประเด็นสร้างบ้านพักตุลาการ ทำหนังสือรายงานข้อเท็จจริง ‘บิ๊กตู่’

วันที่ 9 เมษายน 2561
 
เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ห้องประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ศาลฎีกา ศูนย์ราชการฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคาร A) ถนนแจ้งวัฒนะ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) พิจารณาวาระพิเศษเพิ่มเติมกรณีที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้ดำเนินการโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 พร้อมบ้านพักข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งโครงการดังกล่าวปัจจุบันใกล้เสร็จสมบูรณ์ตามสัญญาแล้ว แต่ปรากฏว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งคัดค้านและเรียกร้องให้ยุติการก่อสร้างพร้อมให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในโครงการก่อสร้างดังกล่าวออกไป
นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสานักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า สำนักงานศาลยุติธรรมขอชี้แจงถึงข้อเท็จจริงการขอใช้พื้นที่และการดำเนินโครงการดังกล่าวดังนี้

1.เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2540 กระทรวงยุติธรรมได้มอบหมายให้สานักงานอธิบดี ผู้พิพากษาภาค 5 ขอใช้พื้นที่ในราชการทหารบริเวณด้านหลังของหน่วยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 เนื้อที่ประมาณ 106 ไร่ เพื่อก่อสร้างบ้านพักและอาคารที่ทำการของกระทรวงยุติธรรม ต่อมาวันที่ 12 เม.ย.2542 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 มีหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ให้ยืนยันการขอใช้ที่ดินเพื่อก่อสร้างบ้านพักและอาคารที่ทำการของกระทรวงยุติธรรม

2.วันที่ 21 เม.ย.2542 สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ได้มีหนังสือยืนยันใช้ที่ดินบริเวณดังกล่าวเพื่อก่อสร้างบ้านพักและอาคารที่ทำการของกระทรวงยุติธรรม ต่อมาวันที่ 20 ส.ค.2543 ศาลยุติธรรมได้แยกจากกระทรวงยุติธรรมตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 และให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับงานธุรการของศาลยุติธรรม เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ศาลยุติธรรม
3.เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2546 สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 มีหนังสือถึง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ขอใช้ที่ดินบริเวณด้านหลังของหน่วยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 เนื้อที่ประมาณ 106 ไร่ เพื่อก่อสร้างอาคารที่ทำการของศาลยุติธรรมและบ้านพัก

4.ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีหนังสือลงวันที่ 13 มี.คง2546 รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการขอใช้ที่ดินมายังสำนักงานศาลยุติธรรมว่า มณฑลทหารบกที่ 33 ขอให้จัดทำแผนผังการใช้ประโยชน์ ในที่ดินแปลงที่ขอใช้ เพื่อเสนอกองทัพบกพิจารณา

5.มณฑลทหารบกที่ 33 ได้มีหนังสือลงวันที่ 4 มี.ค.2547 แจ้งว่าไม่ขัดข้อง ที่จะให้สำนักงานศาลยุติธรรมใช้ที่ดินเนื้อที่รวม 147 – 3 – 41 ไร่ เพื่อก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 และบ้านพักข้าราชการฝ่ายตุลาการและขอให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การดูแล บำรุงรักษาที่ราชพัสดุ ประกอบกับก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2546 มณฑลทหารบกที่ 33 มีหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 แจ้งว่า ในการขอใช้ที่ดินของสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 มณฑลทหารบกที่ 33 ได้ตรวจสอบแล้ว บริเวณพื้นที่ที่ขอใช้ไม่คาบเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ สุเทพ – ปุย ป.พัน.7 และหน่วยในพื้นที่แต่อย่างใด ประกอบกับสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 มีความจำเป็นเร่งด่วนในการขอใช้ที่ดิน จึงเห็นควรสนับสนุน

6.สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีหนังสือ ลงวันที่ 19 ก.ย.2548 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ขอใช้ที่ดินเนื้อที่ประมาณ 147 – 3 – 41 ไร่

7.กรมธนารักษ์มีหนังสือ ลงวันที่ 21 ก.ค.2549 แจ้งอนุญาตให้สำนักงานศาลยุติธรรม ใช้ที่ดินราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชม. 1723 (บางส่วน) เนื้อที่ 147 – 3 – 30 ไร่ ตามวัตถุประสงค์ที่ขอใช้

8.จังหวัดเชียงใหม่มีหนังสือลงวันที่ 14 พ.ย.2549 จัดส่งหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ราชพัสดุให้สำนักงานศาลยุติธรรม
 
 
นายวราวุธ กล่าวต่อว่า เมื่อได้รับการอนุญาตให้เข้าใช้พื้นที่โดยถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว สำนักงานศาลยุติธรรมจึงดำเนินการด้านงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง จนได้ผู้รับจ้างและได้ลงนามในสัญญาโครงการก่อสร้างดังกล่าวในที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชม. 1723 (บางส่วน) กับบริษัท พี.เอ็น.เอส.ไซน์ จากัด ผู้รับจ้าง โดยมีบริษัท เอ็นจิเนียริ่งดีไซน์ คอนซัลแตนส์ จากัด เป็นผู้คุมงาน วงเงินรวม 3 โครงการ จำนวน 955,064,056.28 บาท มีรายละเอียดดังนี้

โครงการที่ 1 ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ตามสัญญาเลขที่ 87/2557 ลงวันที่ 8 ก.ย. 2557 และบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจ้าง (ครั้งที่ 1 – 14) เป็นเงิน 290,495,056.28 บาท (สองร้อยเก้าสิบล้านสี่แสนเก้าหมื่นห้าพันห้าสิบหกบาทยี่สิบแปดสตางค์) กำหนดเสร็จภายในวันที่ 28 ส.ค. 2559 ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีก 242 วัน สัญญาสิ้นสุดวันที่ 27 เม.ย.2560 ผู้รับจ้างได้มีหนังสือส่งมอบงานเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2560 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงรับหนังสือเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2560 คณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจรับงานงวดสุดท้าย เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2560 บัดนี้โครงการแล้วเสร็จโดยสมบูรณ์และได้เข้าใช้งานแล้ว

โครงการที่ 2 ก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา 38 หน่วย อาคารชุดพักอาศัยข้าราชการตุลาการ 16 หน่วย บ้านพักผู้อำนวยการ 1 หน่วย และอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการศาลยุติธรรม 36 หน่วย พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ตามสัญญาเลขที่ 31/2557 ลงวันที่ 25 ก.พ. 2557 และบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจ้าง (ครั้งที่ 1 – 12) เป็นเงิน 321,670,000 บาท (สามร้อยยี่สิบเอ็ดล้านหกแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)

กำหนดเสร็จวันที่ 4 ส.ค.2558 ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีก 1,048 วัน สัญญาสิ้นสุดวันที่ 18 มิ.ย. 2561 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างผู้รับจ้างก่อสร้างตามสัญญา ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 2561 โครงการที่ 2 นี้ มีการส่งมอบพื้นที่ให้แก่ผู้รับจ้างเมื่อวันที่ 7 ม.ค.2557 แบ่งงวดงานออกเป็น 98 งวดงาน ส่งมอบงาน ตรวจรับและเบิกจ่ายเงินแล้ว 82 งวดงาน เป็นเงิน 244,962,886 บาท ยังไม่ได้ส่งมอบ 16 งวดงาน เป็นเงิน 76,707,114 บาท โดยมีผลงานการก่อสร้างสะสมตามแผนถึงเดือนเม.ย. 2561 คิดเป็นร้อยละ 94.62 โดยมีผลงานก่อสร้างจริงร้อยละ 86.08

โครงการที่ 3 ก่อสร้างบ้านพัก รวม 9 หน่วย และอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการตุลาการ 64 หน่วย พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ศาลยุติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ตามสัญญาเลขที่ 55/2556 ลงวันที่ 19 ก.ค. 2556 และบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจ้าง (ครั้งที่ 1-16) เป็นเงิน 342,900,000 บาท (สามร้อยสี่สิบสองล้านเก้าแสนบาทถ้วน)

กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 9 ก.ค. 2558 ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาทำการก่อสร้างออกไปอีก 1,066 วัน สัญญาสิ้นสุดวันที่ 9 มิ.ย. 2561 ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค.2561 ปรากฏว่าจากงวดงานทั้งหมด 60 งวดงาน มีการส่งมอบงาน ตรวจรับงานและเบิกจ่ายแล้ว 53 งวดงาน คิดเป็นเงิน 270,574,750 บาท ยังไม่ได้ส่งมอบอีก 7 งวดงานเป็นเงิน 72,325,250 บาท มีผลงานสะสมตามแผนนับถึงเดือนเม.ย. 2561 คิดเป็นร้อยละ 89.28 มีผลงานก่อสร้างจริง คิดเป็นร้อยละ 84.52 หากมองภาพในมุมสูง จะเห็นว่าโครงการก่อสร้างดังกล่าวจะอยู่แนวระดับเดียวกับ สวนสัตว์ไนท์ ซาฟารี อ่างเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชุมชนช่างเคียน ชุมชนช้างเผือก

เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า ในการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว สำนักงานศาลยุติธรรมได้ตระหนักถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเสมอมา บริเวณก่อสร้างที่มีต้นไม้ มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 30 เซนติเมตรขึ้นไป ได้ขุดล้อมแล้วนำไปปลูกบริเวณใกล้เคียง มีรายละเอียดของต้นไม้ที่ขุดล้อมไปคือ ต้นประดู่ 29 ต้น ต้นพลวง 86 ต้น ต้นสัก 4 ต้น ต้นกระบาก 77 ต้น และไม้เนื้ออ่อนอื่นอีก 44 ต้น รวม 240 ต้น

ทั้งนี้ เป็นไปตามมติคณะกรรมการตรวจการจ้าง นอกจากนี้ภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ สำนักงานศาลยุติธรรมมีโครงการปลูกต้นไม้อย่างต่อเนื่องโดยเบื้องต้นมีแผนจะปลูกต้นพยุง 60 ต้น ต้นแคนาและแคนาป่า 94 ต้น ต้นลีลาวดี 299 ต้น และไม้พุ่มต่างๆ รวม 6,400 ต้น แต่เนื่องจากสำนักงานศาลยุติธรรมมีข้อจำกัดในเรื่องกำลังคนและงบประมาณ จึงขอรับการสนับสนุนด้านกำลังคนและงบประมาณ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ และต้นไม้ จากรัฐบาลเพื่อดำเนินการตามโครงการปลูกต้นไม้ดังกล่าวต่อไป

นายสราวุธ กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่บุคคลกลุ่มหนึ่งพยายามให้ยุติและรื้อถอนโครงการดังกล่าวนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งเป็นคู่สัญญาไม่อาจดำเนินการตามข้อเรียกร้องที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ได้ เนื่องจากหากสำนักงานศาลยุติธรรมยุติโครงการย่อมจะตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องถูกคู่สัญญาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ซึ่งจะทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณชดใช้ค่าเสียหาย อีกทั้ง หากสำนักงานศาลยุติธรรมจะดำเนินการรื้อถอนก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้และยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย รวมถึงอาจจะต้องถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหาผู้รับผิดชอบตามกฎหมายด้วย

จากข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว สำนักงานศาลยุติธรรมจึงนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ในวันนี้ และมีมติว่า ให้สำนักงานศาลยุติธรรมรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ชอบธรรมและด้วยสันติวิธี โดยตระหนักถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม และให้มีหนังสือกราบเรียนนายกฯ ถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยหากรัฐบาลเห็นสมควรประการใด เช่น ให้ชะลอการใช้บ้านพักเฉพาะส่วนที่มีการคัดค้านไว้ชั่วคราวหรือดำเนินการอื่นในระหว่างฟื้นฟูสภาพแวดล้อม สำนักงานศาลยุติธรรมก็ไม่ขัดข้อง
 
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_945664
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
บ้านป่าแหว่งบนดอยสุเทพใช้กฎหมายสร้าง ในเมื่อมันเกิดความขัดแย้งกับคนท้องถิ่นทำไมไม่ใช้กฎหมายรื้อ

markpakma
04 มิ.ย. 2018 - 16:13

ปิดขวางทางเดินน้ำ สร้างในเขตป่าต้นน้ำ ไม่ได้ทำประชาพิจารณาก่อนดำเนินการ

นี่เป็นกฎหมายที่รื้อได้ทั้งนั้น... ทำไมต้องตะแบงไม่ยอมรื้อ...

ก่อกบฎยึดอำนาจ ยังใช้กฎหมายที่ออกภายหลังมาทำให้กลายเป็นถูกไปได้

สั่งยกเลิกสัมปทานเหมืองจนโดนฟ้อง นั่นก็ใช้กฎหมายสั่งไม่ใช่หรือ

แค่ป่าแหว่ง จะยื้อเพราะ ถ้ารื้อก็เท่ากับทั้งศาลและทหาร พ่ายแพ้ต่อเสียงประชาชน

กลายเป็นประชาชนเรียกร้องได้ ทหารและศาลก็จะหมดความศักดิ์สิทธิของกฎหมายที่ยกมาอ้างไป

เลยต้องคาไว้แบบนี้แล้วตื้อจนคนต้านล้า..แล้วก็ส่งคนเข้าไปอยู่.. สุดท้ายที่ชาวบ้านเรียกร้องป่า

แปลว่ารัฐบาลนี้เขาไม่ฟังครับ... เขาไม่คิดจะรื้อ อ้างนูนอ้างนี่ เพื่อเอาบ้านไว้แล้วเข้าไปอยู่จนได้ในที่สุด

ถ้าปล่อยบ้านไว้ก็เท่ากับเป็นคำตอบแล้วว่ารัฐบาลแค่ถ่วงเวลาไปเรื่อย โดยอ้างทำตามกฎหมาย

ใครจะรื้อ ก้ทำผิดกฎหมาย.. มันไม่จบหรอกครับ เขายังคิดว่าชาวบ้านโง่กว่าเขาอยู่ดี

เขายังออกหนังสือทำอย่างไรจะให้ชาวบ้านหายโง่ในหนังสือราชการอยู่เลย

แล้วพศ.นี้ยังคิดยึดอำนาจ... ใครโง่ใครฉลาด... มันยังคิดไม่ได้.. จะมาบอกชาวบ้านโง่...

ไอ้ดวาย.... ชาวบ้านโง่เขาไปสั่งให้เมิงออกม.44 เลิกสัญญาเหมืองทองตอนไหนวะ..

ชาวบ้านที่สั่งเมิงทำแบบนั้นนี่มันโง่อิ๊บอ๋ายเลยเนอะ...
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2018 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org