• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
ว่าแล้ว... “หมู่บ้านผู้พิพากษา ป่าแหว่ง “ มันจะต้องลามปาม..ทหารก็ร้อนตูดแระ...

#1
ว่าแล้ว... “หมู่บ้านผู้พิพากษา ป่าแหว่ง “ มันจะต้องลามปาม..ทหารก็ร้อนตูดแระ...เรื่องที่ดินหมู่บ้านสวัสดิการทหาร..

จากคำที่ “ปายุด “ ออกมาบอกว่าจะไม่รื้อ..จะเอาไว้ให้ประชาขนเอาไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน..

ก็มีเสียงจากลิ่วล้อหลายฝ่ายออกมาขานรับว่า “ป่าและคนจะต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ “....

มันหมายความว่าถึงไม่ใช่ผู้พิพากษาไปอยู่...คนอื่นๆก็ไปอยู่ร่วมกันได้...

มันขัดกับความรู้สึกและความต้องการของพี่น้องชาวเชียงใหม่ว่า “ต้องรื้อแล้วให้คืนเป็นสภาพป่าสถานเดียว “

[Image: 30180081_1609663522483374_190740325_n.jp...e=5AD49027]


ตอนนี้มันเริ่มบานปลายไปแล้วจากเรื่องที่เงียบเชียบคือ “กินและฮุปที่ป่า “ กันอย่างมีความสุขเลยเถิดไปถึงแหวกที่ป่าขึ้นไปจนกลายเป็น “หมู่บ้านผู้พิพากษา ป่าแหว่ง “ จนประชาชนท้องถิ่นเขาทนไม่ได้ก็รวมตัวกันออกมาเรียกร้อง “คืนพื้นที่ป่าให้ดอยสุเทพ “

เรื่องมันบานปลายเพราะกลุ่มอำนาจที่บริหารศาลอุทธรณ์ ภาค 5 ที่เอาเงินภาษีของประชาชนมาสร้างหมู่บ้านหรูให้กับตนเอง เป็นเสมือนวิมานในสวรรค์โดยการรุกที่ป่าขึ้นไปในดอยสุเทพจนเห็นได้ชัดแล้วก็พยายามออกมาอ้างว่าทำตามกฎหมายและมีสิทธิ์ที่จะทำได้....ยื้อเรื่องโดยอ้างกฎหมาย...

เมื่อต้องการจะยื้อโดยไม่ฟังเหตุผลและความต้องการของชาวบ้านอ้างแต่กฎหมายอย่างเดียว.....

คนเชียงใหม่ที่รักท้องถิ่นก็ไม่ได้ “โง่ “ ที่จะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเพียงแต่ยอมมาเท่านั้น..

แต่ครั้งนี้ไม่ยอมเพราะนอกจากจะรุกพื้นที่ป่าแล้วยังเป็นการเหยียดหยามชาวบ้านที่ไปสร้างหมู่บ้านหรูอย่างนั้นบนดอยโดยใช้งบประมาณและภาษีของแผ่นดินมาสร้าง ไม่ว่าจะมองในมุมไหนมันไม่เหมาะสมมันขัดกับความรู้สึกของชาวบ้านจนเหลือรับก็เริ่มขุดคุ้ยหาข้อมูลที่มาที่ไปของป่ามาเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบ(ตามข้อเขียนที่เอามาให้ดูข้างล่าง)

จนมีคำถามว่าทหารมาสร้างหมู่บ้านในที่ใกล้ๆกันแล้วเซ้งต่อได้ยังไง ลามไปจนถึงสำนักของ “ไอ้วอกวารินทร์ “ มันมาสร้างสำนักของมันอย่างหรูหราตระการตาในเนื้อที่ของทหารประมาณ 30 ไร่ได้ยังไง(อันนี้ “ปายุด “ เป็นศิษย์ของมันครับ)

แล้วยังมีเรื่องที่ทหารไปไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่แม่ริมยึดเอาไปกว่า 1500ไร่....จนมีเรื่องมีราวกับชาวบ้าน...จะเอาไปทำอะไร....นั้นเด่ยวผู้รู้ก็จะเอามาขยายต่อให้ได้รับทราบกัน...

ที่ทหารเคยบอกว่าให้ศาลไปชี้แจงกับประชาชนเองเรื่องหมู่บ้านป่าแหว่งน่ะกลายเป็นว่าทหารก็กำลังจะโดนเข้าเต็มๆ

สภาวะในตอนนี้...ทั้งทหารและศาล..กลายเป็นจำเลยของประชาชนไปแล้ว...เท็จจริงยังไงก็ติดตามอ่านข่าวดูประมาณว่า..ยิ่งขุดคุ้ย..ยิ่งเจอว่ากลุ่มที่ถืออำนาจได้ทำอะไรไว้ให้กับประชาชนไปบ้าง....

วันนี้ผมได้เอาข้อเขียนของคุณ “คำศรีดา “ เขียนถามผู้เกี่ยวข้อง ได้โดนใจมาก..เชิญอ่านครับ.....

***หากยังดื้อดึงต่อไป สิ่งที่ศาลและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จะต้องตอบคำถามประชาชนและต้องรับผิดชอบต่องบประมาณที่ใช้ไปทั้งหมด

1: ทำไมไม่ใช้วิจารณญาณหรือศึกษาถึงผลกระทบตามหลักวิชาการของสภาพพื้นที่ป่าอันเป็นทรัพย์สินของชาติให้ถ่องแท้ รอบคอบก่อนตัดสินใจเลือกใช้พื้นที่ ก่อนการขอใช้ การอนุญาตให้ใช้ พื้นที่และการอนุมัติงบประมาณ

2 : ทราบหรือไม่ว่า ท่านกำลังทำลายป่าไม้ ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศน์อย่างผิดกฏหมาย
ทำไมไม่ทำประชาพิจารณ์เพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชน ตามสิทธิชุมชนที่ประชาชนมีสิทธิตามกฎหมาย การจัดการท้องถิ่น ในการจัดการสิ่งแวดล้อม ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

3 : ทำไมต้องใช้พื้นที่ป่าอย่างฟุ่มเฟือย เกินกว่าระเบียบมาตรฐานการขอใช้พื้นที่ก่อสร้างบ้านพัก

4 : ทำไมต้องใช้งบประมาณฟุ่มเฟือย เกินกว่าการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการทั่วไป โดยไม่สำนึกเลยว่างบประมาณเหล่านี้ มาจากภาษีของประชาชนในยามที่บ้านเมืองกำลังประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ

5 : ทำไมไม่คำนึงถึงความเสี่ยงและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจต้องใช้งบประมาณของชาติเพิ่มเติมอีกเท่าไร ในการปกป้องอภิบาลป้องกันภัยให้พวกท่าน ทั้งๆที่ทราบดีอยู่แล้วว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย

6 : และหากเกิดภัยภิบัติ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคารบ้านพักดังกล่าว ท่านจะรับผิดชอบกับเงินงบประมาณจากภาษีของราษฎรที่ลงทุนในการก่อสร้างทั้งหมดได้หรือไม่

7 : ท่านกำลังร่วมกันทำลายความน่าเชื่อถือต่อสถาบันตุลาการ อันเป็นสถาบันอันทรงเกียรติ สร้างความคลางแครงใจ ความเสื่อมศรัทธา ความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในจิตใจของประชาชน โดยใช้กฏหมายออกมากล่าวอ้างยืนยันความถูกต้อง ในการกระทำของคนไม่กี่คน อย่างไม่ละอายและไม่เคารพในคุณธรรม จริยธรรม และไม่ให้คุณค่าในหลักธรรมาภิบาล

8 : ท่านไม่รู้สึกผิดเลยหรือ กับการออกมาโต้แย้งกับประชาชนจำนวนไม่น้อยที่เห็นต่างไปจากท่าน ในแง่ความเหมาะสมและในแง่ของจริยธรรม

9 : ท่านทราบหรือไม่ว่า ท่านกำลังเป็นตัวอย่างให้องค์กร หรือหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐ ทำผิดหลักจริยธรรม โดยอ้างเอากฏหมายมาเป็นตัวควบคุมสังคมเพียงอย่างเดียว

10 : ท่านจะถามทำไมว่า ใครจะรับผิดชอบกับเงินลงทุนในการก่อสร้างในครั้งนี้ ท่านต้องกลับไปถาม ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในการอนุมัติให้เกิดโครงการอัปยศนี้ขึ้นในหัวใจของชาวเชียงใหม่ และคนไทยทั้งประเทศ.

คำศรีดา #ปชชตาดำๆ

ด่วนๆครับ เฉลยแล้ว‘พื้นที่บ้านพักสวัสดิการทบ.โซนที่อยู่ของนายพลรุกที่ป่าดอยสุเทพ’ใช้ทำธุกิจเซ้งระยะยาว 30 ปีไม่ได้ ผิดกฏหมายอาญาที่ดินชันขึ้นไปบนเขาชัดเจนกว่าส่วนที่เป็นแฟลตที่พัก

โครงการบ้านพักได้สร้างขึ้นในสมัยพลโทปรีชา จันทร์โอชาเป็นแม่ทัพและพี่ชายพลเอกประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ. จากข้อเท็จที่ดินราชพัสดุที่อยู่ที่พื้นดินที่ราบ มีการให้เช่าพื้นที่ดินได้ตามกฏหมายกำหนดได้ แต่ไม่ใช่ที่ดินผืนป่าที่เคยเป็นที่ดินของกรมอุทยานเดิม แต่ทหารได้ไปขึ้นทะเบียนไว้ที่กรมธนารักษ์ ตรงนี้ยังถือเป็นที่ดินป่าสงวนอยู่ ไม่สามารถสร้างบ้านพักให้เอกชนเช้งระยะยาว 30 ปีตามที่พลโทวิจักร์ สิริบรรพตแม่ทัพ 3 คนปัจจุบันพูดมั่วออกสื่อ ดูจากที่ดินบ้านพักผู้พิพากษาป่าแหว่ง หน่วยราชการรุกเขตดอยสุเทพมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ป่าชุมชนอย่างชัดเจน สร้างไม่ได้ ฉะนั้นที่ดินบ้านพักหรูโซนนายพลของกรมสวัสดิการ ทบ.ไปเช่า 30 ปีสร้างบ้านขายเซ้งยาวย่อมผิดกฏหมายอาญาอย่างไม่ต้องสงสัย

‘และเป็นความต้องการของพลเอกประยุทธ์ที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายไหนไปแตะต้อง “ บ้านพักนายทหารโซนนายพล ที่บุกรุกดอยสุเทพอย่างไม่อาจปฎิเสธ อาจหมายถึงพลเอกประยุทธ์ไม่ต้องการให้ลามไปถึง”วิหารหลวงปู่เกวาวัน”ที่โหรวารินทร์ได้ตำหนักสีขาวหลังใหญ่พร้อมที่ดินเชิงดอยสุเทพมาจากการลูกศิษย์นายพลหัวหน้าคสช. ความต้องการที่จะยุติสองโครงการนี้เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้ดึงไปถึงตัวพลเอกประยุทธ์ พลเอกปรีชา ผู้อนุมัติการสร้างบ้านพักนายทหารโซนนายพลตีนดอยสุเทพและผู้พิพากษาอดีตประธานศาลภาค 5 นางนุชจรินทร์ ผู้ประสานงานกับพลเอกประยุทธ์ดันงบมาสร้างบ้านผู้พิพากษาบนดอยสุเทพ’ ในช่วงรัฐบาล คสช.ขึ้นมามีอำนาจ.

ไม่ว่าความพยายามจะเสนอแนวทางยุติบาปของพลเอกประยุทธ์และน้องชายอดีตแม่ทัพภาค 3 รวมไปถึงนางนุจรินทร์ เพื่อนเรียนหลักสูตร วปอ.ของท่านประยุทธ์ ต้องไม่ลืมอดีตผู้ว่าเชียงใหม่คนสำหรับ ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล ผู้มีส่วนร่วมคนสำหรับทางฝ่ายปกครอง ทำตามคำสั่งทหารในการบุกรุกป่าสร้างบ้านพักนายทหาร / ที่ดินป่าบ้านพักผู้พิพากษายังเป็นที่ราชการใช้งานในส่วนราชการ แต่บ้านพักนายทหารโซนนายพลบนเขาดอยสุเทพ และวิหารหลวงปู่โหรวารินทร์พระอาจารย์ของพลเอกประยุทธ์ชัดเจนใช้ใช้สถานที่ทางราชการเอื้อธุรกิจเอกชน โดยใช้อำนาจมิชอบของฝ่ายทหารบีบบังคับทุกฝ่ายธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่และฝ่ายปกครองคืออดีตผู้ว่าปนัดดา

#จากโพสต์ของ ปรีชา รักษ์พลเมืองผ

ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร

April 11 at 12:11am •

คลิป.. ดร.ทนง ทองภูเบศร์ พูดเกี่ยวกับบ้านพักศาลและป่าไม้

บทความ.."ปัญหานี้รัฐบาลที่มีอำนาจในตอนนี้จะทำอย่างไร?"

"..ชาวบ้านเขาค้านตั้งแต่ตัดต้นไม้ต้นแรกๆ ไม่ใช่เพิ่งมาค้านเอาตอนจะเสร็จอย่างที่กล่าวหากัน .. แต่พอมาถึงปีนี้ภาพความหรูหรา กับภาพป่าแหว่งมันชัดเจน กระแสการค้านจึงแรงขึ้น.."

"..ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครอนุญาต ใครให้สร้าง แต่คือ รัฐบาลที่มีอำนาจในตอนนี้จะทำอย่างไรต่อปัญหาที่หน่วยงานของรัฐขัดแย้งกับชาวบ้านและละเมิดสิทธิชุมชน.."
.
การขอใช้ที่บริเวณเชิงดอยมันมีขั้นตอน และเป็นการติดต่อทางธุรการของหน่วยราชการที่เป็นผู้ขอกับผู้ให้ อันนี้เป็นข้อเท็จจริง เพราะการขอใช้พื้นที่ต่างๆของส่วนราชการไม่ใช่งานนโยบายจึงไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของรัฐบาล
.
อันนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกรัฐบาล รวมถึงรัฐบาล คสช.ด้วย
.
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอนุญาตให้ใช้มีผู้เกี่ยวข้องอยู่ 3 หน่วยงาน คือ ศาลผู้ขอ กับทหารที่คืนพื้นที่ที่เคยดูแลครอบครองให้กรมธนารักษ์อย่างจำเพาะเจาะจงพื้นที่และจำนวนพื้นที่ และกรมธนารักษ์เป็นผู้ออกหนังสืออนุญาตให้ใช้พื้นที่
.
ทั้งหมดเป็นเรื่องขั้นตอนทางธุรการทั้งหมด
.
ส่วนในทางปฏิบัติการเจรจาก็มีการคุยกันในระดับหัวหน้าหน่วยงานของทั้ง 3 หน่วย ทหารจึงคืนพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้ธนารักษ์ แล้วธนารักษ์จึงอนุญาตให้ศาลใช้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
.
ส่วนการก่อสร้างของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เริ่มเอารถไปขุด ไปถางป่า ปี 58 และชาวบ้านไปเห็นก็เลยไปแจ้งอุทยานฯเพราะเข้าใจว่า เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
.
ทางอุทยานเข้ามาตรวจสอบแล้วบอกว่า ที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่ทหาร ขนาดอุทยานที่เป็นคนดูแลพื้นที่ดอยสุเทพ-ปุย ยังมีข้อมูลเพียงว่า เป็นที่ทหาร
.
ชาวบ้านจึงไปถามทหาร มทบ.33 คำตอบที่ได้คือ พื้นที่ตรงนั้นคืนให้ธนารักษ์ไปแล้ว และสุดท้ายคือ ธนารักษ์ยกที่ดังกล่าวให้ศาลไป
.
ดูคลิป.. (กด Shift ค้าง คลิกซ้ายลิ้งค์นี้..)
https://www.facebook.com/DoiSuthepMounta...954485000/
.
จะเห็นว่า ชาวบ้านเขาค้านตั้งแต่ตัดต้นไม้ต้นแรกๆ ไม่ใช่เพิ่งมาค้านเอาตอนจะเสร็จอย่างที่กล่าวหากัน แต่เสียงค้านของชาวบ้านต่ออำนาจสูงสุดของประเทศ ตั้ง 2 อำนาจเสียงมันไม่เล็ดลอดออกไปสู่สังคมมากนัก
.
แต่พอมาถึงปีนี้ภาพความหรูหรา กับภาพป่าแหว่งมันชัดเจน กระแสการค้านจึงแรงขึ้น
.
ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครอนุญาต ใครให้สร้าง แต่คือ รัฐบาลที่มีอำนาจในตอนนี้จะทำอย่างไรต่อปัญหาที่หน่วยงานของรัฐขัดแย้งกับชาวบ้านและละเมิดสิทธิชุมชน


* * * * *

ทหารยึดบ้านรุกป่าสงวน เปรียบเทียบก่อสร้างบ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ
(กด Shift ค้าง คลิกซ้ายลิ้งค์นี้..)

https://www.facebook.com/216454018852384...520423699/

* * * * *
คลิป.. ดร.ทนง ทองภูเบศร์ พูดเกี่ยวกับบ้านพักศาลและป่าไม้

(กด Shift ค้าง คลิกซ้ายลิ้งค์นี้..)

https://www.facebook.com/100000174308439...764694313/
ค้นหา
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
Bunnaroth Buaklee
Yesterday at 11:40am • Chiang Mai •
ป่าแหว่งกับการเมือง
ป่าแหว่งกำลังจะเป็นประเด็นการเมือง ขึ้นมาจริงๆ !!
โดยกลุ่มการเมือง 2 ขั้วใหญ่นี่แหละ ลากให้เป็น (จนได้)
เราต้องยอมรับว่าคนที่ออกมาคัดค้านเพื่อค้าน มุ่งไปที่ปัญหา ไม่ได้โยงการเมืองนั้นมีอยู่
แต่พวกบ้าการเมือง มองแต่การเมือง ไปจนถึงพวกที่อยากเกี่ยวให้ได้ประโยชน์ทางการเมืองของพวกตน มันก็มีไม่น้อย
****
ขั้วอยากล้มรัฐบาล หรือที่เรียกว่า เสื้อแดง บางส่วน ย้ำว่าบางส่วน ที่ไม่ได้อินกับป่าแหว่ง ไม่ได้รักดอยสุเทพ ก็คงอยากเห็นกระแสโจมตีศาล ตีรัฐบาลทหารแบบนี้ เพราะอย่างน้อยก็ต้องยอมรับว่ามีผลต่อ ศรัทธา หากบริหารไม่ดี จะเกิดวิกฤตศรัทธาตุลาการ
ถามว่าพวกเรามองเห็นปมนี้ไหม ตอบว่ามองเห็นอยู่ เราถึงพยายามต้านแค่ต้าน อะไรที่หมิ่นเหม่ อาจถูกมองเข้าใจผิดว่ามีวาระซ่อนเร้นของกลุ่มการเมือง เราก็ไม่เอากัน
แต่ถามว่าในการทำกิจกรรมของเรามีเสื้อแดงไหม ตอบว่ามี ! อย่างเต็มปาก มีทั้งเหลือง แดง เขียว เสื้อสี นกหวีดอยู่ในนั้นแน่นอน วันที่ปั่นจักรยานก็ชัดอยู่ในตัว
ว่าเป็นวันสลายเสื้อสีที่น่ารักวันหนึ่ง
****
ขั้วหนุนรัฐบาลที่เป็นกองเชียร์ (บางกลุ่มพวก)
ย้ำกว่า กองเชียร์บางกลุ่ม !!!
พวกนี้ ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะจะตีไปแล้วว่าการเคลื่อนไหวของเครือข่ายขอคืนป่าดอยสุเทพ เป็นพวกต้านรัฐบาลแอบแฝงมา
ถ้อยคำติดปากก็คือ สร้างเกือบเสร็จมาค้านอะไรตอนนี้
บ้างไปไกลถึงว่าตอนรัฐบาลปู ทำไมไม่ค้าน...ไปโน่น
บ้างก็กระแนะกระแหน นึกว่าผมไม่รู้ว่าคนอนุมัติเป็นใคร งบประมาณได้จากยุคไหน...เห็นแล้วก็ผ่านๆ ไป แต่บางทีก็อดรำคาญไม่ได้ โถ! ติ่ง .... ก็ผมเองนี่แหละ ที่เปิดประเด็นที่มาที่ไป ใครเป็นใครในยุคนั้น ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องราว ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดมาอย่างปกติ
****
การใช้ที่ดินทหารละแวกนี้ แต่ละแปลง ไม่ค่อยปกติอยู่แล้ว ตั้งแต่ไหนแต่ไร มันต้องมีความสนิทสนม ใกล้ชิด บางทีก็ต้องมีพลังที่ยากปฏิเสธ
แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะยุคนักการเมืองจากเลือกตั้งหรอกครับ มีมาทุกยุคสมัย
ผมและพรรคพวกถึงไม่อยากขยายความไป เพราะมันจะแตะกับผู้ใหญ่ทุกขั้วทุกฝ่าย ที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นปัญหาเฉพาะบ้านป่าแหว่ง...
มันจะลามไปไกลทีเดียวแหละ
****
ดูๆ เหตุการณ์ที่พัฒนาไป ... ตอนนี้ผม (คนเดียว) เริ่มระแวงว่า ขั้วอำนาจปัจจุบัน อาจจะใช้กรณีบ้านป่าแหว่ง สร้างกระแสเพื่อหนุนส่งขั้วอำนาจการเมืองฝ่ายทหาร ในการเลือกตั้งรอบใหม่ด้วยซ้ำไป
หนึ่ง-โหมประเด็น ที่มาที่ไปซึ่งโยงกับยุคทักษิณ-ยุคยิ่งลักษณ์-พล.อ.ชัยสิทธิ์ ฯ
สอง- ป้ายสีไปเลย ใครคัดค้านคือพวกxวายแดง ขออภัยนะครับ ที่เขียนคำนี้ขึ้นมา เพราะเห็นมากับตาในเพจการเมืองพวกหนุนทหาร มีคนยัดเยียดแบบนี้จริงๆ แล้วก็มีคนคลั่งเชื่อจริงๆ
พวกคลั่งหนึ่ง พวกสุดโต่งหนึ่ง พวกบ่าวการเมืองหนึ่ง มักจะเป็นฐานที่ดีให้กับขั้วการเมือง
ดังนั้นพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองทุกฝ่าย มักจะพยายามสร้างและกระตุ้นมวลชนติ่งเหล่านี้ไว้ใช้เป็นฐาน
การกระตุ้นความเกลียดชัง เป็นเชื้อปุ๋ยชั้นดีที่กุนซือการเมือง มักจะปล่อยออกไปเพื่อสร้างมวลชนติ่งฐานสนับสนุน !!?
****
ถ้าเหตุการณ์ยืดเยื้อไป จนถึงเลือกตั้ง
ไม่แน่ว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องการเมืองขึ้นมาจริงๆ
ทั้งการเมืองแบบปลุกระดม ไม่ต้องสนข้อเท็จจริง
กับการเมืองแบบมีเหตุผล ที่พรรคหรือกลุ่มการเมืองเสนอแนวทาง/นโยบายเพื่อแก้ปัญหาดิน น้ำ ป่า ที่รวมไปถึงประเด็นปัญหานี้
****
ที่จริงแล้วหากมองในความหมายแบบกว้าง การเรียกร้องเรื่องเหล่านี้มันก็การเมืองนั่นล่ะ
แต่เป็นการเมืองของภาคประชาชน ภาคประชาสังคม รณรงค์เรียกร้องการแก้ปัญหาของตน
นี่ก็การเมืองอยู่แล้ว
ต่างกันเพียงว่า มันเป็นการเมืองที่พยายามเคลื่อนไหวอย่างรับผิดชอบ ระมัดระวัง มุ่งประเด็นปัญหาเป้าหมาย และไม่เล่นสกปรก จูงจมูกคนด้วยความเท็จ และการปลุกระดม
****
ผมและพวกจะยังพยายามอยู่ในกรอบการเมืองของภาคประชาชน
จะยังไม่หลวม ไม่ยุ่ง ไม่โหน และไม่ตกเป็นเหยื่อการเมืองเพื่อชิงอำนาจรัฐ
พยายามรักษาตัว ไม่เข้าทาง
ยกเว้นพวกคลั่ง พวกโง่ พวกบ่าวไร้สติหลงเข้ามาเกะกะ อาจจะเบิ้ดกะโหลกสั่งสอน เป็นคนๆ ไป

องค์กรที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนับแต่ปฏิวัติ 2475 คือศาล การเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจเป็นเพียงเศษเสี้ยวธุลีดินของปัญหาด้านความยุติธรรมในสังคมเมื่อศาลเป็นปัญหาที่ไม่ยอมรับฟังประชาชนประชาชนก็ย่อมมีสิทธิปฏิรูปศาลได้เช่นกัน

ตั้งแต่เริ่มโครงการทวงคืนผืนป่ามาผมสังเกตุจุดหนึ่งซึ่งสังคมไทยไม่เคยมีมาก่อนคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในการก่นด่าทอศาลโดยไม่เกรงกลัวต่อการถูกดำเนินคดีปัญหาของประเทศไทยคือความเหลือมล้ำระหว่างคนจนหรือคนรวยจริงหรืออภิสิทธิ์ชนต่างหากละแม้ประชาชนเห็นการกระทำผิดกฎหมายทั้งประเทศแต่ก็ไม่สะทกสะท้านนี้แหละคือต้นต่อแห่งปัญหาที่แท้จริงการอ้างว่าทำถูกต้องตามกฎหมายโดยองค์กรผู้ใช้กฎหมายช่างน่าโหดร้ายเหลือเกินสำหรับประเทศไทยจะดำเนินต่อไปเช่นไรในเมื่อความยุติธรรมไม่เป็นที่ยอมรับประชาชนจะยอมรับโชคชะตาอันโหดร้ายของประเทศต่อไปหรือจะร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ผมเชื่อว่าพลังบริสุทธิ์จากผู้รักธรรมชาติและประชาชนที่เห็นว่าศาลกระทำไม่ถูกต้องจะเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

พลังธรรมชาติพลังสีเขียวจะเป็นสีเดียวที่หล่อหลอมคนไทยทั้งประเทศให้ร่วมต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมต่อองค์กรผู้ใช้กฎหมายพลังสีเขียวเป็นพลังบริสุทธิ์คงได้เวลาแล้วที่ธรรมชาติจะทวงคืนสิทธิของตนจากอภิสิทธิ์ชนผู้อยู่เหนือกฎหมาย
ค้นหา
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#3
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ 

 
หมู่บ้านป่าแหว่ง ควรถูกทุบทิ้งไหม ภาษีประชาชนทั้งนั้นนะตั้งเป็นพันล้าน!

สำหรับผม เห็นว่า สมควรทุบทิ้ง แล้วปลูกป่ากลับไปให้เหมือนเดิมครับ


แม้ว่าจะมีข้อเสนอจากนายทหารและผู้มีอำนาจที่ยอมถอย โดยเสนอให้เก็บบ้านเหล่านี้ไว้ เอาไว้เป็นศูนย์เรียนรู้ เพราะเสียดายภาษี เสียดายงบที่สร้างไปแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ผิดกฏหมายด้วย เพียงแต่ประชาชนรับไม่ได้เท่านั้น


แต่ผมก็คิดว่า เก็บเอาไว้ก็คาใจคนเชียงใหม่และคนทั้งประเทศ อับอายแก่วงการยุติธรรมด้วย และหากทำเป็นศูนย์เรียนรู้ก็ต้องมีงบประมาณจัดมาให้ปีหนึ่งๆหลายสิบล้านมาดำเนินการ โดยที่จะสิ้นเปลืองไปข้างหน้า เอางบนั้นไปปลูกป่าเพิ่มทุกปีอาจจะดีกว่า แถมบ้านส่วนหนึ่งอาจใช้เป็นบ้านพักเจ้าหน้าที่ของศูนย์เรียนรู้ สุดท้ายในอนาคตแบบไทยๆก็จะมีการค่อยๆรุกเพิ่มไปอีกก็เป็นได้ การตัดใจทุบทิ้งจึงดีที่สุด


การที่ราชการไม่ยอมทุบทิ้ง เชื่อว่าเพราะหากทุบทิ้ง ต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวน อย่างน้อยต้องสอบแล้วสรุปว่าให้ทุบทิ้งจึงทุบได้ จะทุบดื้อๆไม่ได้ ประเด็นค่าเสียหายที่ราชการผิดสัญญากับผู้รับเหมาก่อสร้างที่ให้ยุติกลางครันซึ่งเป็นการผิดสัญญาก็ย่อมวุ่นวายไม่น้อย ยังมีประเด็นอื่นที่หากมีการสอบอาจจะลาม เช่น ไม้ที่ตัดไปใครได้ประโยชน์ ใครขอใครอนุมัติให้สร้างในที่ลาดชันได้อย่างไร เป็นต้น การได้สร้างจนเสร็จและปิดจ๊อบได้ ย่อมเป็นเป้าหมายของปีกราชการ


ส่วนปีกภาคประชาชน ยังยืนยันต้องทุบทิ้ง คืนผืนป่าให้กับดอยสุเทพ อีกสิบปีป่าตรงนั้นก็จะสมบูรณ์ และเป็นแหล่งเรียนรู้ที่แท้จริงของคนเชียงใหม่ต่อไป


ในทัศนะผม ทุบทิ้ง แล้วปลูกป่ากลับไป ป่าเขียวที่ปลูกใหม่นี่เองที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่แท้จริง ว่าประเทศนี้เป็นของประชาชนคนไทย ผืนป่าดอยสุเทพคือผืนป่าที่คนเชียงใหม่ปกป้องอย่างสุดใจ แม้แต่ราชการที่ทำถูกกฏหมายก็ไม่อาจทานพลังประชาชน


สุดยอดของการเรียนรู้คือ ให้คนรุ่นหลังเรียนรู้จากกรณีนี้ว่า "ไม่มีอำนาจใดจะแข็งแกร่งเท่าพลังประชาชน"
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#4
[Image: 30716545_1659318904164305_73389201789959...e=5B5F02A7]

"อุทยานฯแจง พื้นที่ก่อสร้างบ้านพักตุลาการอยู่นอกแนวเขตอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย ย้ำไม่ได้มีการเพิกถอนพื้นที่เพื่อให้มีการก่อสร้างแต่อย่างใด"

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยถึงกรณี มีการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพื้นที่ก่อสร้างบ้านพักตุลาการว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ มีการเพิกถอนพื้นที่ดังกล่าวเพื่อนำไปสร้างบ้านพักตุลาการหรือไม่ ทางกรมอุทยานฯ ขอยืนยันว่าไม่ได้มีการออกประกาศในพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เพื่อนำพื้นที่ไปก่อสร้างบ้านพักตุลาการแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้เมื่อ ปี พ.ศ 2492 มีพรฏ. กำหนดเขตที่ดินหวงห้าม ไว้เพื่อใช้ประโยชน์แห่งกรมป่าไม้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 ได้มีกฎกระทรวงกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยสุเทพ ก่อนจะมี พรฏ.กำหนดบริเวณที่ดินป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยสุเทพ ให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ตาม พรบ. อุทยานแห่งชาติ 2504 โดยมีพื้นที่ทับซ้อนกับบริเวณที่หน่วยงานราชการต่างๆ ได้ขออนุญาตใช้ประโยชน์อยู่ก่อนแล้วในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมาได้มี พรฏ.เพิกถอนบริเวณที่หน่วยงานราชการขอใช้ประโยชน์อยู่เดิมออกจากเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จำนวน 9 หน่วยงาน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) โครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี สำนักงานพิงคนคร (องค์การมหาชน) มูลนิธิโครงการหลวง ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ กรมการข้าว ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ จ.เชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จ.เชียงใหม่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านการอารักขาพืช จ.เชียงใหม่ สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (วัดดอยปุย) ซึ่งสาเหตุที่ต้องมีการเพิกถอนพื้นที่ดังกล่าวออกจากเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เนื่องจากบริเวณที่หน่วยงานราชการใช้ประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว ขัดกับแนวทางการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ โดยการเพิกถอนเขตอุทยานแห่งชาติ(บางส่วน)ครั้งนี้ ไม่ได้รวมกับบริเวณบ้านพักตุลาการซึ่งอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติมาแต่เดิมแล้ว

และเมื่อตรวจสอบความเป็นมาของบริเวณสถานที่ก่อสร้างบ้านพักตุลาการ พบว่าเมื่อปี พ.ศ. 2483 ได้มี พรฏ.กำหนดเขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอแม่ริมไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในราชการทหาร จากนั้นเมื่อปี พ.ศ 2500 มีการนำที่ดินดังกล่าวขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ระบุว่าเป็นการใช้ในราชการกระทรวงกลาโหม และมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ให้อยู่ในความควบคุมดูแลของกรมธนารักษ์เนื้อที่ 23,787-2-37 ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 ได้เริ่มมีการขอใช้พื้นที่ราชพัสดุเพื่อก่อสร้างบ้านพักศาลและอาคารที่ทำการ โดยสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 และมีการอนุญาตจากกรมธนารักษ์ให้ใช้พื้นที่ในปี พ.ศ. 2547 เนื้อที่ 147-3-30 ไร่ โดยเริ่มมีการก่อสร้างในปี พ.ศ.2557 จนถึงปัจจุบัน ซึ่ง ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีแผนที่แสดงแนวเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย กับพื้นที่ก่อสร้างบ้านพักตุลาการซึ่งอยู่นอกแนวเขตอุทยานฯ มาตั้งแต่เริ่มต้นอย่างชัดเจน และขอยืนยันว่าพื้นที่ก่อสร้างอาคารบ้านพักตุลาการไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการเพิกถอนเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย แต่ประการใด อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าว #แคมเปญขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพที่https://goo.gl/N2cnns #เพจขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพhttps://goo.gl/drKZ7v (มินท๊อป)
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#5
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ :

 
หมู่บ้านป่าแหว่ง ควรถูกทุบทิ้งไหม ภาษีประชาชนทั้งนั้นนะตั้งเป็นพันล้าน!

 


สำหรับผม เห็นว่า สมควรทุบทิ้ง แล้วปลูกป่ากลับไปให้เหมือนเดิมครับ


แม้ว่าจะมีข้อเสนอจากนายทหารและผู้มีอำนาจที่ยอมถอย โดยเสนอให้เก็บบ้านเหล่านี้ไว้ เอาไว้เป็นศูนย์เรียนรู้ เพราะเสียดายภาษี เสียดายงบที่สร้างไปแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ผิดกฏหมายด้วย เพียงแต่ประชาชนรับไม่ได้เท่านั้น


แต่ผมก็คิดว่า เก็บเอาไว้ก็คาใจคนเชียงใหม่และคนทั้งประเทศ อับอายแก่วงการยุติธรรมด้วย และหากทำเป็นศูนย์เรียนรู้ก็ต้องมีงบประมาณจัดมาให้ปีหนึ่งๆหลายสิบล้านมาดำเนินการ โดยที่จะสิ้นเปลืองไปข้างหน้า เอางบนั้นไปปลูกป่าเพิ่มทุกปีอาจจะดีกว่า แถมบ้านส่วนหนึ่งอาจใช้เป็นบ้านพักเจ้าหน้าที่ของศูนย์เรียนรู้ สุดท้ายในอนาคตแบบไทยๆก็จะมีการค่อยๆรุกเพิ่มไปอีกก็เป็นได้ การตัดใจทุบทิ้งจึงดีที่สุด


การที่ราชการไม่ยอมทุบทิ้ง เชื่อว่าเพราะหากทุบทิ้ง ต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวน อย่างน้อยต้องสอบแล้วสรุปว่าให้ทุบทิ้งจึงทุบได้ จะทุบดื้อๆไม่ได้ ประเด็นค่าเสียหายที่ราชการผิดสัญญากับผู้รับเหมาก่อสร้างที่ให้ยุติกลางครันซึ่งเป็นการผิดสัญญาก็ย่อมวุ่นวายไม่น้อย ยังมีประเด็นอื่นที่หากมีการสอบอาจจะลาม เช่น ไม้ที่ตัดไปใครได้ประโยชน์ ใครขอใครอนุมัติให้สร้างในที่ลาดชันได้อย่างไร เป็นต้น การได้สร้างจนเสร็จและปิดจ๊อบได้ ย่อมเป็นเป้าหมายของปีกราชการ


ส่วนปีกภาคประชาชน ยังยืนยันต้องทุบทิ้ง คืนผืนป่าให้กับดอยสุเทพ อีกสิบปีป่าตรงนั้นก็จะสมบูรณ์ และเป็นแหล่งเรียนรู้ที่แท้จริงของคนเชียงใหม่ต่อไป


ในทัศนะผม ทุบทิ้ง แล้วปลูกป่ากลับไป ป่าเขียวที่ปลูกใหม่นี่เองที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่แท้จริง ว่าประเทศนี้เป็นของประชาชนคนไทย ผืนป่าดอยสุเทพคือผืนป่าที่คนเชียงใหม่ปกป้องอย่างสุดใจ แม้แต่ราชการที่ทำถูกกฏหมายก็ไม่อาจทานพลังประชาชน


สุดยอดของการเรียนรู้คือ ให้คนรุ่นหลังเรียนรู้จากกรณีนี้ว่า "ไม่มีอำนาจใดจะแข็งแกร่งเท่าพลังประชาชน"ฮาสุวรรณกิจ
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#6
[Image: 30704354_1843747835685447_25591786572810...e=5B5E6FBB]

[Image: 30728624_1843748572352040_44401728302434...e=5B549A19]
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2018 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org