• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
นิราศ..” ตี๋นดอย “(สุเทพ)...วันนี้ไปจุดธูปสาปแช่งมาละ.../ อัพเดท..

#1
นิราศ..” ตี๋นดอย “(สุเทพ)...วันนี้ไปจุดธูปสาปแช่งมาละ...


ในกลุ่มที่ต่อต้านการสร้างที่พักให้กับอภิสิทธิ์ชนนั้น..ถ้าจะนับผมไปด้วย..ได้เลย..

วันนี้ผมก็ได้ไปจุดธูป 36ดอก..แล้วสาปแช่งมาแล้ว....ตามนี้...

[Image: 4Imx3ih.jpg]

สาธุ เจ้าพ่อเจ้าแม่ เจ้าป่า เจ้าเขา เทวบุตรเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธ์ ทั้งหลายที่ได้คุ้มครองดูแลผืนป่าแห่งนี้ซึ่งบรรพชนของเราได้ดูแลรักษามาเป็นร้อยเป็นพันปีแล้ว เป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้านเพื่อยังชีพโดยไม่ได้ทำลายผืนป่าแต่อย่างใด

แต่ขณะนี้ได้มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนได้เข้ามาเบียดบังครอบครองพื้นที่ป่าแห่งนี้ เพื่อมาสร้างที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ถือว่าเป็นการเอาเปรียบชาวบ้านพื้นเพเดิม ใช้อำนาจหน้าที่อย่างไม่สมควร แถมยังสร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูงให้กับชาวบ้านที่ไม่มีทางต่อสู้ใดๆทางกฎหมาย โดยมายึดที่ๆชาวบ้านเคยดูแลรักษาไว้ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่เคยเป็นป่าเป็นเขามาเป็นสิ่งก่อสร้างอันตระหง่านตระกานตาเป็นที่แสลงใจของชาวบ้านพื้นเพเดิมเช่นลูก(ผม)เป็นอย่างยิ่ง

วันนี้ลูก(ผม)จึงมาขออธิษฐานสาปแช่งโดยการจุดธูป 36 ดอกเพื่อไล่ผี ไล่หมู่มารเหล่านี้ให้ออกไปจากพื้นที่ หากยังขืนดื้อดึงอยู่ก็ขอให้ชีวิตและครอบครัวมีอันเป็นไป อย่าได้มีความสุข ขอให้มีแต่โรคภัยมาเบียดเบียนตายไปก็ขออย่าให้ได้ผุดได้เกิดเน้อ..... ..

สาธุ....”
 
แล้วยังไปเจอสำนักของไอ้วอก “วารินทร์ “ แล้วค่อยเอาภาพมาอวดกันที่หลัง..

ป.ล. ติดตามอ่านเรื่องราวบ้านพักหรูในป่าในดอยที่ผมจะเอามานำเสนอเรื่อยๆในกระทู้นี้นะครับ...
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
ขอให้ศาลอุทธรณ์ ภาค ๕ คืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ๑๔๗ ไร่ ๓ งาน ๔๑ ตร.ว.

[Image: aMVPHBtRpPpSpHU-800x450-noPad.jpg?1519587731]
ดร.ทนง ทองภูเบศร์ ได้สร้างแคมเปญรณรงค์นี้ร้องเรียน คนไทย

ความเป็น ป่า ใช่ว่าจะใช้อำนาจ หรือกฎหมายของมนุษย์ ไปกำหนด 

ความเป็น ป่า โดยชีวภาพ กายภาพ และภูมิสังคม มนุษย์สามารถมองออก


กฎหมาย ไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่า  เป็นป่า หรือไม่  ไปได้ตลอดกาล
พื้นที่ป่า มิได้มีอยู่ในเขตอุทยานฯ เท่านั้น


การอ้างกฏหมาย เพื่อใช้พื้นที่ป่าธรรมชาติ อย่างไม่สมประโยชน์ จึงไม่สมควรอย่างยิ่ง



จึงขอเรียกร้องให้คืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ๑๔๗ ไร่ ๓ งาน ๔๑ ตร.ว.

ด้วยเหตุผล ดังนี้


๑. ยังมีที่ดินอื่นอีกมากที่จะใช้ทำเป็น “บ้านพัก” ให้กับข้าราชการ โดยไม่ต้องขึ้นไปแผ้วถางพื้นที่เชิงดอยสุเทพ ไม่เป็นการเบียดเบียนพื้นที่ป่าธรรมชาติ และระบบนิเวศน์ภูเขา จึงควรไปใช้พื้นที่อื่น เพื่อโลก เพื่อระบบนิเวศน์ภูเขา เพื่อประเทศ เพื่อประชาชน และเพื่อธำรงไว้ซึ่งศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ

๒. ไม่ว่า โครงการก่อสร้าง จะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แต่เป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ ไม่คุ้มค่า กับคุณค่าแท้ของพื้นที่ป่าธรรมชาติ และระบบนิเวศน์ภูเขา

๓. การรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ป่าธรรมชาติ และระบบนิเวศน์ภูเขา จะทำให้สูญเสียทัศนียภาพที่งดงามของดอยสุเทพ และเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมรดกที่ล้ำค่าทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม ทั้งยังทำให้สูญเสียป่าที่เป็นปอดของคนเชียงใหม่

๔. เมื่อรัฐยังมีกลไกเข้าใช้พื้นที่ป่าธรรมชาติได้ตามอำเภอใจ และก็อ้างว่าทำถูกกฎหมายแล้ว เป็นเรื่องที่อันตราย เพราะไม่สามารถไว้วางใจได้ว่า จะเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกับโครงการนี้อีก ต้องมาทบทวนกลไกการเข้าใช้พื้นที่ป่าธรรมชาติ และสำหรับโครงการนี้ควรต้อง ยุติโครงการไว้ก่อนเพื่อมาทบทวนสิ่งที่รัฐได้ทำลงไป และร่วมกับภาคประชาชนว่าจะแก้ไขกลไก และโครงการก่อสร้างอย่างไรต่อไป



Please return the forest to us. The forest must be recovered. We do not agree that you destroy the forest so that you construct office and accommodation for yourself. Even though you have right to do that, your consciousness of great humanity really want to do that, don’t you? Please return the forest to us and stop destroying the forest.
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#3
เชิญร่วมรณรงค์เรียกร้องเรื่องนี้ได้ที่-


ขอให้ศาลอุทธรณ์ ภาค ๕ คืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ๑๔๗ ไร่ ๓ งาน ๔๑ ตร.ว.
 
https://www.change.org/p/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E..

[Image: 28783313_1805091899535544_39300953301827...e=5B46E6FF]

ภาพนี้ชัดมาก   เทวดาต้องอยู่แบบนี้ครับ   ......
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#4
มาฟังดร.โสภณ พรโชคชัยว่ากรณี “บ้านพักหรูตีนดอยสุเทพของศาลอุทธรณ์ภาค 5


อันมีบ้านพักและอาคารชุด บริเวณเชิงดอยสุเทพ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ บนพื้นที่ กว่า 147 ไร่ อาคารที่ก่อสร้างประกอบด้วย ที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักผู้พิพากษา 38 หลัง บ้านพักผู้บริหาร 7 หลัง รวมบ้านพัก 45 หลัง และ อาคารชุด 13 หลัง ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 1,000 ล้านบาท รองรับการพักอาศัยของผู้พิพากษาและข้าราชการตุลาการได้ประมาณ 200 คน

ตรงนี้ผมอยากจะถามว่าเอางบจากไหนมาสร้าง..?

[Image: 28783313_1805091899535544_39300953301827...e=5B46E6FF]

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ การก่อสร้าง "บ้านพักผู้พิพากษา 38 หลัง บ้านพักผู้บริหาร 7 หลัง รวมบ้านพัก 45 หลัง และ อาคารชุด 13 หลัง ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 1,000 ล้านบาทนั้น..

หากที่ดินแปลงนี้ต้องซื้อหาด้วย ก็คงเป็นเงินอีก 1,000 ล้านบาทโดยประมาณการในเบื้องต้น ก็เท่ากับข้าราชการส่วนภูมิภาคของศาล 200 คน ใช้เงินเพื่อการนี้ถึงคนละ 10 ล้านบาท..

พอจะมองออกกันหรือยังว่า...อภิสิทธ์ชนเหล่านี้...ทำนาบนหลังคนอย่างไร...

ไม่ได้เป็นเทวดาซักหน่อย..แต่อยากอยู่สูง อยู่อย่างเทวดา..อย่างอภิสิทธิ์ชน....

ยอมได้หรืออย่างนี้....

มันถึงเวลาที่เราต้องปฏิรูประบบราชการอย่างถึงแก่นกว่านี้หรือยัง...?
 
 
เชิญอ่านข้อเขียนของดร.โสภน พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th ) ครับ.....

ป.ล. ผมได้นำข้อมูลต่างๆเหล่านี้มาลงไว้ไนกระทู้เดียวกันเพื่อสะดวกในการติดตามอ่านและค้นคว้า
 
บ้านพักศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้อยู่ในป่าสงวน แต่ว่า. . .
nong2010@truema...

06 มี.ค. 2018  
 
ตามที่มีข่าวว่าบ้านพักศาลอุทธรณ์ภาค 5 อยู่ในเขตป่าสงวน รุกเข้าไปในดอยสุเทพ ความจริงคงไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่มีข้อน่าสังเกตอื่นที่พึงพิจารณา
 
            เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวชี้แจงว่า "ปธ.ศาลอุทธรณ์ภาค5 ยันบ้านพักเชิงดอยสุเทพ ไม่รุกป่าสงวน" (http://bit.ly/2FiCCr7 ) โดยมีรายละเอียดว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2561คนงานก่อสร้างยังคงเดินหน้าสร้างบ้านพัก และอาคารชุด บริเวณเชิงดอยสุเทพ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ บนพื้นที่ กว่า 147 ไร่ อย่างต่อเนื่องแม้จะมีกระแสการต่อต้านก็ตาม โดยมีความคืบหน้าไปกว่า ร้อยละ 80 อาคารที่ก่อสร้างประกอบด้วย ที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักผู้พิพากษา 38 หลัง บ้านพักผู้บริหาร 7 หลัง รวมบ้านพัก 45 หลัง และ อาคารชุด 13 หลัง ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 1,000 ล้านบาท รองรับการพักอาศัยของผู้พิพากษาและข้าราชการตุลาการได้ประมาณ 200 คน โดยระบุว่า ที่ดินผืนนี้เป็นที่ราชพัสดุของกระทรวงการคลัง อยู่ในความครอบครองใช้ประโยชน์ของกองทัพบกตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังมีประกาศ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ปี 2507 แต่ไม่ได้กระทบสิทธิการครอบครองใช้ประโยชน์ของกองทัพบก ทำให้พื้นที่นี้ไม่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยสุเทพ
 
            ส่วนในกรณีการคัดค้านนี้ ดร.ทนง ทองภูเบศร์ ได้สร้างแคมเปญรณรงค์นี้ร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ change.org หัวข้อรณรงค์ ขอให้ศาลอุทธรณ์ ภาค 5 คืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ 147 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา” (http://bit.ly/2I2J0o9 ) ปรากฏว่ามีผู้ลงชื่อนับถึงวันที่ 6 มีนาคม 2561 จำนวน 19,497 คนแล้ว ดร.ทนง ให้เหตุผลดังนี้:
 
            1. ยังมีที่ดินอื่นอีกมากที่จะใช้ทำเป็น บ้านพักให้กับข้าราชการ โดยไม่ต้องขึ้นไปแผ้วถางพื้นที่เชิงดอยสุเทพ ไม่เป็นการเบียดเบียนพื้นที่ป่าธรรมชาติ และระบบนิเวศน์ภูเขา จึงควรไปใช้พื้นที่อื่น เพื่อโลก เพื่อระบบนิเวศน์ภูเขา เพื่อประเทศ เพื่อประชาชน และเพื่อธำรงไว้ซึ่งศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ
 
            2. ไม่ว่า โครงการก่อสร้าง จะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แต่เป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ ไม่คุ้มค่า กับคุณค่าแท้ของพื้นที่ป่าธรรมชาติ และระบบนิเวศน์ภูเขา
 
            3. การรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ป่าธรรมชาติ และระบบนิเวศน์ภูเขา จะทำให้สูญเสียทัศนียภาพที่งดงามของดอยสุเทพ และเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมรดกที่ล้ำค่าทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม ทั้งยังทำให้สูญเสียป่าที่เป็นปอดของคนเชียงใหม่
 
            4. เมื่อรัฐยังมีกลไกเข้าใช้พื้นที่ป่าธรรมชาติได้ตามอำเภอใจ และก็อ้างว่าทำถูกกฎหมายแล้ว เป็นเรื่องที่อันตราย เพราะไม่สามารถไว้วางใจได้ว่า จะเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกับโครงการนี้อีก ต้องมาทบทวนกลไกการเข้าใช้พื้นที่ป่าธรรมชาติ และสำหรับโครงการนี้ควรต้อง ยุติโครงการไว้ก่อนเพื่อมาทบทวนสิ่งที่รัฐได้ทำลงไป และร่วมกับภาคประชาชนว่าจะแก้ไขกลไก และโครงการก่อสร้างอย่างไรต่อไป
 
            ต่อกรณีนี้ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th ) แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ที่ดินแปลงนี้ไม่ได้อยู่ในเขตป่าดังที่เข้าใจเพราะเป็นที่ราชพัสดุตามที่ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ชี้แจงไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม สภาพที่ปรากฏอาจ "ขัดสายตา" เนื่องจากที่ผ่านมาคงไมได้ใช้ประโยชน์ ต้นไม้จึงขึ้นรกชัฏเช่นเดียวกับผืนป่า
 
            ผลการตรวจสอบเบื้องต้นกับเว็บไซต์ของ DSI (http://map.dsi.go.th )พบว่า ที่ดินแปลงนี้ไม่ได้อยู่ในแนวเขตป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ ป่าไม้ถาวร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ใด ๆ อย่างไรก็ตามข้อมูลในรายละเอียด อาจต้องตรวจสอบกับทางกรมธนารักษ์ การตรวจสอบเบื้องต้นกับเว็บไซต์ DSI นี้ อาจจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปในการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนการซื้อขายที่ดินด้วย
 
            อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ การก่อสร้าง "บ้านพักผู้พิพากษา 38 หลัง บ้านพักผู้บริหาร 7 หลัง รวมบ้านพัก 45 หลัง และ อาคารชุด 13 หลัง ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 1,000 ล้านบาท รองรับการพักอาศัยของผู้พิพากษาและข้าราชการตุลาการได้ประมาณ 200 คน" การใช้เงินถึง 1,000 ล้าน และหากที่ดินแปลงนี้ต้องซื้อหาด้วย ก็คงเป็นเงินอีก 1,000 ล้านบาทโดยประมาณการในเบื้องต้น ก็เท่ากับข้าราชการส่วนภูมิภาคของศาล 200 คน ใช้เงินเพื่อการนี้ถึงคนละ 10 ล้านบาท
 
            ผลประโยชน์ที่ข้าราชการส่วนภูมิภาคได้รับถึง 10 ล้านบาทนี้ นับว่าสูงมาก การสร้างด้วยเงินมากมายเพียงนี้สำหรับข้าราชการส่วนภูมิภาคอาจเป็นประเด็นเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ สำหรับส่วนราชการอื่น จึงควรที่จะให้รับข้าราชการในท้องถิ่น เพื่อไม่ต้องจัดหาบ้านพักให้ ดร.โสภณ เคยเสนอให้เลิกราชการส่วนภูมิภาค (http://bit.ly/2b53LRC )โดยระบุว่า
 
            ราชการส่วนภูมิภาค หรือก็คือแขนขาของราชการส่วนกลางที่ถูกส่งไปประจำตามท้องถิ่นต่าง ๆ นั้น มีกำลังคนอยู่เป็นจำนวนมากถึง 360,928 คน ตามข้อมูลคนภาครัฐในฝ่ายพลเรือน พ.ศ.2557 หรือ 17% ของข้าราชการทั้งหมด แต่ราชการส่วนท้องถิ่น มีกำลังคนเพียง 22% เท่านั้น ทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในจังหวัดภูมิภาคหรือในชนบท กลับมีข้าราชการไป "รับใช้ประชาชน" น้อยมาก ที่น่าสังเกตก็คือราชการส่วนกลาง ที่กระจุกอยู่ในกรุงเทพมหานครมีข้าราชการรวมกันถึง 1,267,609 คนหรือราว 61% ของทั้งหมด ซึ่งแสดงถึงองคาพยพที่ใหญ่โตมากของระบบราชการที่อาจมีกำลังคนเกินความจำเป็น (นอกจากนั้นข้อมูลข้างต้นยังรวมเฉพาะในส่วนของกำลังคนในฝ่ายพลเรือนเท่านั้น ยังไม่รวมรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนข้าราชการทหารที่มีอีก)
 
            ข้อมูลล่าสุดระบุว่า จำนวนกำลังคนภาครัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 50% อยู่ที่ราว 2.2 ล้านคน (ณ ปี 2558) ถ้าหากรวมเอาภาระงบบุคลากรรวมทั้งสวัสดิการข้าราชการอื่นๆ อย่างค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จ บำนาญ ก็ร่วม 1.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ของรัฐบาล. . .เมื่อเทียบกับจีดีพี งบบุคลากรภาครัฐของไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย รองจากบาร์เรนและมัลดีฟส์ โดยสัดส่วนงบบุคลากรภาครัฐต่อจีดีพีของไทยอยู่ประมาณ 7% สูงกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย (6%) ฟิลิปปินส์ (5%) หรือสิงคโปร์ (3%) (http://bit.ly/1zgXzfh )
 
            ในอดีตประเทศไทยมีแต่ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การจดทะเบียนต่างๆ ก็ต้องไปติดต่อที่อำเภอ หรือจังหวัด แต่ในปัจจุบันเรามีราชการส่วนท้องถิ่น จะเห็นได้ว่าบทบาทของอำเภอหรือจังหวัดมีน้อยลงมาก ยกเว้นอำนาจจากส่วนกลางที่พยายามจะรักษาไว้เพื่อการควบคุมส่วนท้องถิ่น อันที่จริงควรมีการเลือกตั้งนายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อการกระจายอำนาจ นี่จึงเป็นการปฏิรูประบบราชการที่แท้ และให้อำนาจตกเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ดูจากแนวโน้มประเทศไทยเราคงเดินไปในแนวทางที่จะให้อำนาจข้าราชการประจำมากขึ้น แทนที่จะส่งเสริมท้องถิ่นให้มีอำนาจจริง
 
            ในการส่งเสริมส่วนท้องถิ่นนั้น สามารถดำเนินการได้โดยให้อำนาจส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษา การดูแลความปลอดภัย การปกครองโดยตรง โดยมีข้าราชการเป็นของตนเอง ไม่สังกัดส่วนกลาง ไทยก็จะมีองคาพยพของระบบราชการที่ไม่อุ้ยอ้าย ไม่มีกระทรวงศึกษาธิการที่ "เทอะทะ" ตัดวงจรเส้นสายต่าง ๆ ไป ยิ่งกว่านั้นยังควรให้ท้องถิ่นสามารถแต่งตั้งหรือสรรหา "City Manager" (ผู้จัดการเมือง) "City Appraiser" (ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน) หรือผู้บริหารการศึกษา ผู้จัดการฝ่ายโยธา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา โดยมีข้าราชการประจำคอยปฏิบัติตามนโยบาย ไม่ใช่ให้ข้าราชการประจำที่ควรรับใช้ประชาชนกลับมา "ขี่คอ" และไม่ต้องจัดหาบ้านพักให้อีกด้วย
 
            สำหรับผู้พิพากษานั้น (กรณีฟลอริดา: http://bit.ly/2c8Dksc ในกรณีที่ไม่ใช่ศาลปกครอง แต่เป็นศาลแพ่ง ศาลอาญาผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้ง และไม่ได้มีการกำหนดคุณสมบัติว่าต้องจบกฎหมายเสียด้วย (แต่ผู้สมัครทุกคนก็จบกฎหมาย) ทั้งนี้ยกเว้นศาลปกครอง ซึ่งพิจารณาคดีระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน ก็จะมาจากการแต่งตั้ง โดยอำนาจของประธานาธิบดี การมีการเลือกตั้งผู้พิพากษาเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในท้องถิ่น เข้าใจปัญหาต่าง ๆ ดีกว่าผู้พิพากษาจากส่วนกลางที่ไม่ยึดโยงประชาชนและไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริง การเลือกตั้งผู้พิพากษาจึงเหมือนการให้อำนาจ เคารพภูมิปัญญาท้องถิ่น และให้ความสำคัญแก่ท้องถิ่น ผู้นำ ผู้มีอิทธิพลทางความคิดในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ที่สำคัญไม่ต้องจัดหาบ้านพักให้ข้าราชการกลุ่มนี้
 
            อาจถึงเวลาที่เราต้องปฏิรูประบบราชการอย่างถึงแก่นกว่านี้
 
ที่มา: https://goo.gl/WtiXoC
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#5
ความเห็นจากผู้อ่าน.....

ปัญญา พรมโชติ : กว่าจะสร้างบ้านพักต้องตัดต้นไม้หลายต้น

ต้องตัดถนนไถดินอีกหลายตัน


กว่าจะเดินสายไฟฟ้า


ต้องใช้เสาไฟอีกหลายร้อยต้น


กว่าจะส่งน้ำขึ้นไปให้ท่านใช้ต้องใช้แรงดันอีกเท่าไร


กว่าจะสร้างบ้านให้ท่านได้อาศัย ต้องใช้คนอีกหลายร้อยคน


กว่าจะสร้างบ้านเสร็จ


ต้องใช้เงินหลายพันล้านบาท


เพียงเพราะเพื่อ ท่านๆ


แล้วก็พร่ำบอกว่า


ทำงานภายใต้พระปรมาภิทัยในหลวง


ในหลวงก็บอกให้ พอเพียง


ในหลวงบอกว่าให้รักษาป่า


ในหลวงบอกว่า ฉันจะเป็นป่าไม่ใช่หรือ


แล้วงัย นี่หรือ พวกรักในหลวง
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#6
กระทู้แรกที่ผมเขียนเกี่ยวกับ "หมู่บ้านผู้พิพากษา ป่าแหว่ง " และก็เกาะติดมาตลอด...จนถึงวันนี้..วันที่ 29 เมษายน 2561 จนมนมีอุมการณ์ร่วม "ต้องรื้อสถานเดียว "
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#7
 
เมื่อครั้งที่เราไปจุดธูป 36 ดอกพร้อมคำสาปแช่งที่หมู่บ้านผู้พิพากษา ป่าแหว่ง
 
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2018  
 
เราได้จุดธูป 36 ดอกพร้อมกล่าวคำสาปแช่งไว้อย่างนี้

[Image: 32375965_239885736574301_282561840948235...e=5B8DE5A4]

[Image: 32506947_239886076574267_635353907365884...e=5B86FA81]

[Image: 32540499_239885939907614_899491098393994...e=5B83A730]
 
สาธุ เจ้าพ่อเจ้าแม่ เจ้าป่า เจ้าเขา เทวบุตรเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธ์ ทั้งหลายที่ได้คุ้มครองดูแลผืนป่าแห่งนี้ซึ่งบรรพชนของเราได้ดูแลรักษามาเป็นร้อยเป็นพันปีแล้ว เป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้านเพื่อยังชีพโดยไม่ได้ทำลายผืนป่าแต่อย่างใด
 
แต่ขณะนี้ได้มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนได้เข้ามาเบียดบังครอบครองพื้นที่ป่าแห่งนี้ เพื่อมาสร้างที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ถือว่าเป็นการเอาเปรียบชาวบ้านพื้นเพเดิม ใช้อำนาจหน้าที่อย่างไม่สมควร แถมยังสร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูงให้กับชาวบ้านที่ไม่มีทางต่อสู้ใดๆทางกฎหมาย โดยมายึดที่ๆชาวบ้านเคยดูแลรักษาไว้ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่เคยเป็นป่าเป็นเขามาเป็นสิ่งก่อสร้างอันตระหง่านตระกานตาเป็นที่แสลงใจของชาวบ้านพื้นเพเดิมเช่นลูก(ผม)เป็นอย่างยิ่ง
 
วันนี้ลูก(ผม)จึงมาขออธิษฐานสาปแช่งโดยการจุดธูป 36 ดอกเพื่อไล่ผี ไล่หมู่มารเหล่านี้ให้ออกไปจากพื้นที่ หากยังขืนดื้อดึงอยู่ก็ขอให้ชีวิตและครอบครัวมีอันเป็นไป อย่าได้มีความสุข ขอให้มีแต่โรคภัยมาเบียดเบียนตายไปก็ขออย่าให้ได้ผุดได้เกิดเน้อ..... ..
 
สาธุ....
 
จะด้วยผลของของการสาปแช่งของเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่มันก็มีเหตุมีเรื่องทำให้คณะศาลฯ เข้าไปอยู่ไม่ได้จากการรณรงค์ต่อต้านหลายๆด้านจากประชาชนทั่วไป..
 
แถมยังมีพิธีกรวดน้ำสาปแช่งส่งไปให้ด้วย...
 
 “ คอยสุเทพ เป็นสัญลักษณ์เป็นจิตวิญญาณของชาวเชียงใหม่ล้านนา..จะยอมให้ใครมาลบหลู่ไม่ได้...ไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม...
 
ผี ปู่แสะย่าแสะ จะให้ความคุ้มครองตามความเชื่อที่มีมาเป็นพันๆปี...
 
https://www.facebook.com/239220569974151...=3&theater
 
http://nanasara.org/forum/showthread.php?tid=9251
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#8
ผมขออนุญาตอัพเดทกระทู้นี้ซึ่งเป็นกระทู้แรกที่ผมเขียนเกี่ยวกับป่าแหว่งตั้งแต่ไปเห็นเพจ ของดร.ทนง ทองภูเบศร์ที่เปิดแคมเปญมาแต่แรกตามเพจนี้...

https://www.change.org/p/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E..


และผมก็เกาะติดมาตั้งแต่นั้นจนบัดนี้...
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#9
(06-29-2018, 02:44 PM)admin เขียน: ผมขออนุญาตอัพเดทกระทู้นี้ซึ่งเป็นกระทู้แรกที่ผมเขียนเกี่ยวกับป่าแหว่งตั้งแต่ไปเห็นเพจ ของดร.ทนง ทองภูเบศร์ที่เปิดแคมเปญมาแต่แรกตามเพจนี้...

https://www.change.org/p/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E..


และผมก็เกาะติดมาตั้งแต่นั้นจนบัดนี้...
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#10
#หมู่บ้านป่าแหว่งดอยสุเทพ ต้องรื้อ ต้องเต สถานเดียว
 
วันนี้ขออนุญาตเอาโพสต์เก่ามาเล่าใหม่ มันเป็นโพสต์แรกเลยที่ผมมาโพสต์เรื่อง "ป่าแหว่ง " เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2018 เพราะได้ไปเห็นเพจของดร.ทนง ทองภูเบศร์ที่เปิดแคมเปญมาก่อนหน้านั้นหลายวันแล้วและผมก็เกาะติดเรื่องนี้มาตั้งแต่นั้นจนกระทั่งมีการชุมนุมเสวนากันที่สนาม 700ปีเมื่อวันที่ 24 มีค. 2018
 
จากนั้นมาผมก็เกาะติดเรื่องนี้มาตลอด เอาข่าวคืบหน้ามาเผยแพร่ในโซเชี่ยลมีเดียตลอดเวลาและเราก็ไม่เคยยุ่มย่ามกับกลุ่มเครือข่ายฯ ที่ลงชื่อกันมา 10คนในวันนั้น(24 มัี.ค. 2018) แต่หลังจากนั้น สองวัน กลุ่มเราก็ถูกลบชื่อออกไป 2 คนซึ่งเราก็ไม่ได้น้อยอกน้อยใจอะไรกลับยินดีเสียอีกที่ได้หนุนมวลชนอยู่เบื้องหลัง เราทำไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าที่จะเห็นป่าดอยสุเทพกลับคืนมาเป็นสภาพป่าเหมือนเดิมโดยไม่มีสิ่งปลุกสร้างใดๆเหลืออยู่ที่นั่น....



เชิญอ่านครับ :
 
นิราศ..” ตี๋นดอย “(สุเทพ)...วันนี้ไปจุดธูปสาปแช่งมาละ...


ในกลุ่มที่ต่อต้านการสร้างที่พักให้กับอภิสิทธิ์ชนนั้น..ถ้าจะนับผมไปด้วย..ได้เลย..

วันนี้ผมก็ได้ไปจุดธูป 36ดอก..แล้วสาปแช่งมาแล้ว....ตามนี้...
 
สาธุ เจ้าพ่อเจ้าแม่ เจ้าป่า เจ้าเขา เทวบุตรเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธ์ ทั้งหลายที่ได้คุ้มครองดูแลผืนป่าแห่งนี้ซึ่งบรรพชนของเราได้ดูแลรักษามาเป็นร้อยเป็นพันปีแล้ว เป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้านเพื่อยังชีพโดยไม่ได้ทำลายผืนป่าแต่อย่างใด

แต่ขณะนี้ได้มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนได้เข้ามาเบียดบังครอบครองพื้นที่ป่าแห่งนี้ เพื่อมาสร้างที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ถือว่าเป็นการเอาเปรียบชาวบ้านพื้นเพเดิม ใช้อำนาจหน้าที่อย่างไม่สมควร แถมยังสร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูงให้กับชาวบ้านที่ไม่มีทางต่อสู้ใดๆทางกฎหมาย โดยมายึดที่ๆชาวบ้านเคยดูแลรักษาไว้ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่เคยเป็นป่าเป็นเขามาเป็นสิ่งก่อสร้างอันตระหง่านตระกานตาเป็นที่แสลงใจของชาวบ้านพื้นเพเดิมเช่นลูก(ผม)เป็นอย่างยิ่ง

วันนี้ลูก(ผม)จึงมาขออธิษฐานสาปแช่งโดยการจุดธูป 36 ดอกเพื่อไล่ผี ไล่หมู่มารเหล่านี้ให้ออกไปจากพื้นที่ หากยังขืนดื้อดึงอยู่ก็ขอให้ชีวิตและครอบครัวมีอันเป็นไป อย่าได้มีความสุข ขอให้มีแต่โรคภัยมาเบียดเบียนตายไปก็ขออย่าให้ได้ผุดได้เกิดเน้อ..... ..

สาธุ....
 
แล้วยังไปเจอสำนักของไอ้วอก “วารินทร์ “ แล้วค่อยเอาภาพมาอวดกันที่หลัง..

ป.ล. ติดตามอ่านเรื่องราวบ้านพักหรูในป่าในดอยที่ผมจะเอามานำเสนอเรื่อยๆในกระทู้นี้นะครับ...
 
See more at….
http://nanasara.org/forum/showthread.php?tid=9251
 
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2018 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org