• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
ชอบจังประโยคนี้....” ตอนนี้ประตูนรกขุมใหม่เปิดอ้า รอรับพวกทรราชไม่จำกัดจำนวน นะจ๊ะ “

#1
ชอบจังประโยคนี้....” ตอนนี้ประตูนรกขุมใหม่เปิดอ้า รอรับพวกทรราชไม่จำกัดจำนวน นะจ๊ะ


มันเป็น Comment ที่มาโพสต์ไว้ในข้อเขียนของผม...แต่มันถูกใจผมหลาย….

เพราะกลิ่นไอการเมืองที่กำลังจะเปลี่ยนไป...จากพลังของคนรุ่นใหม่..ที่จะกำชะตาชีวิตของประชาชนจากพวกเผด็จการอำมาตย์รุ่นเก่าที่แก่จะลงโลงแล้วในวันนี้วันพรุ่ง...

บางคนเดินเหินเองยังไม่ได้ ต้องมีคนคอยประคอง..แถมมีความคิดเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปีแล้วยังมีหน้ามากำหนดยุทธศาสตร์ชาติล่วงหน้า...20ปี...มันทุเรศไหมล่ะ...

ใครเกิดชิงตายไปก่อนช่วงนี้จะไม่มีเสียงสรรเสริญเยินยอ...จะมีแต่เสียก่นด่าสาปแช่งส่งลงหลุม....

มันจึงได้รับการสนับสนุนจากคนที่มีใจรักประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคมอย่างล้นหลาม...สร้างความหวังใหม่..พลังใหม่...กฎกติกาใหม่ที่เท่าเทียมกันสำหรับชนทุกชั้น...

“คนดี “ ที่แต่งตัวไปอวดประชันกันในงาน “อุ่นไอรัก “ ขืนยังจะแต่งตัวแบบนั้นก็จะกลายเป็นตัวตลกของสังคม...

ท้ายข้อเขียนนี้..ผมได้นำเอาบทความที่เกี่ยวกับ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุลกับการปลดเปลื้องวิกฤตการเมืองมาให้อ่านกัน....

เชิญอ่านครับ :
 
 
 
ปิยบุตร แสงกนกกุลคนรุ่นใหม่กับการปลดเปลื้องวิกฤตการเมือง

คำอภิปรายของปิยบุตร แสงกนกกุล ที่มีข่าวเตรียมวางมือจากบทบาทนักวิชาการเพื่อร่วมก่อตั้งพรรคการเมือง โดยเขาชี้ว่าภาระ/วิกฤตการเมืองที่กินเวลามากว่าทศวรรษและจะดำเนินอีกยาวนานนั้น จะปลดเปลื้องลดบรรเทาเบาบางได้ต้องอาศัยกำลังคนรุ่นใหม่เข้ามาจัดการแก้ไขปัญหา"

[Image: 39857971524_3c7dbaaa47_h.jpg]

การอภิปรายส่วนหนึ่งของปิยบุตร แสงกนกกุล  “ประเทศไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลง : อดีต ปัจจุบัน อนาคต ในบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง กฎหมายและสังคม”


ปิยบุตร แสงกนกกุล อภิปรายตอนหนึ่งในงานเสวนาหัวข้อ “ประเทศไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลง : อดีต ปัจจุบัน อนาคต ในบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง กฎหมายและสังคม” จัดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 ห้อง s106 บร.5 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนาสภานิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 24



ตอนหนึ่งปิยบุตรกล่าวถึงคนรุ่นใหม่ว่า คนรุ่นใหม่ถ้าคิดเป็นอายุก็จะประมาณ 18 ถึง 25 ปี พวกเขาไม่ได้อยู่ในวังวนความขัดแย้งทางการเมืองที่เริ่มมาตั้งแต่ 2548 แต่ความขัดแย้งตลอด 12-13 ปีนี้ได้สร้างผลพวงและภาระอันหนักอึ้งให้คนรุ่นนี้ ในขณะที่คนรุ่นนี้จะมีช่วงชีวิตต่อไปอีกยาวนาน อย่างน้อยๆ ต้องอยู่ไปอีก 40 กว่าปี ในขณะที่คนที่สร้างภาระไว้ก็จะทยอยล้มหายตายจากไป ถึงตอนนั้นเขาไม่รู้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น



"เพราะฉะนั้นผมเรียกร้องคนรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ได้สร้างภาระนี้มา แต่กลับต้องรับภาระนี้ไป ภาระนี้จะปลดเปลื้องลดบรรเทาเบาบางได้ต้องอาศัยกำลังคนรุ่นใหม่เข้ามาจัดการแก้ไขปัญหา"



คนในห้องนี้ส่วนใหญ่เกิดประมาณปี พ.ศ. 2537 ถึง 2540 กว่าเราจะเติบโตขึ้นมาจนเริ่มติดตามข่าวสารบ้านเมืองอายุประมาณ 12-13 ปี ก็เจอรัฐประหาร พอเริ่มสนใจการเมืองก็เจอรัฐประหาร เจอวิกฤตการณ์ปี 2548 รัฐประหาร 2549 มีการเลือกตั้งสักพักเข้าระบบกึ่งๆ ปกติกึ่งๆ ไม่ปกติ ก็เจอวิกฤตปี 2552-2553 มีการเลือกตั้งอีกก็เจอวิกฤตการณ์ต่อเนื่องมาอีก จนเกิดรัฐประหาร 2557 ต่อเนื่องจนกระทั่งมาจนถึงปัจจุบัน



พูดง่ายๆ เวลาที่คุณอยู่กับระบอบการเมืองในประเทศนี้ มันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบการเมืองในสภาการณ์ปกติคุณใช้ชีวิตแบกเรื่องนี้ไว้อยู่มากกวาครึ่งชีวิต ถ้าปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไป ก็คือคุณต้องแบกรับไปอีก 30-40 ปี เพราะฉะนั้นความสำคัญอยู่ที่คนรุ่นนี้จึงต้องลงมือจัดการเปลี่ยนแปลงเอง เพราะถ้าพึ่งคนรุ่นก่อนคงยากแล้ว



ความเห็นที่สองคือ การเมืองที่ปิดล็อก ขัดแย้งทุกวันนี้เนื่องจากตัวละครทางการเมืองหน้าเดิมๆ และไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกันอีกต่อไปเลย ไอ้นี่มาก็ตั้งคำถาม ไอ้นี่มาก็ตั้งคำถาม และตัวละครหน้าเดิมๆ ก็ใช้การบริหารจัดการ ใช้วิธีการทางการเมืองแบบเดิมๆ ในขณะที่โลกหมุนไปเรื่อยๆ



"วิธีการทางการเมืองแบบเดิม การสร้างพรรคการเมืองแบบเดิม รูปแบบทางการเมืองแบบเดิม หรือออกแบบรัฐธรรมนูญด้วยวิธีคิดเดิม มันอาจไม่ทันกับยุคสมัย และมันอาจจะเข้ากันไม่ได้กับคนรุ่นปัจจุบันที่จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต เพราะฉะนั้นการจะออกจากความขัดแย้ง เพื่อไม่ให้ตัวละครหน้าเดิมๆ มามีบทบาทสำคัญมากอีกจนไม่เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ บางทีจำเป็นต้องมีทางเลือกใหม่ ถ้าเรามีทางเลือกใหม่ รูปแบบใหม่ๆ เป็นคนรุ่นหนุ่มสาวทั้งหมดเข้ามาใหม่ ซึ่งเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันนี้ มันอาจจะช่วยบรรเทาความขัดแย้งนี้ตรงนี้ลงไปได้ โอเคอย่างน้อยที่สุดถ้าคุณออกจาก คสช. คุณอาจจะเจอคนใหม่ๆ หน้าใหม่ๆ ก็ได้"



อนึ่งในวันนี้ สำนักข่าวบีบีซีไทยได้เผยแพร่สัมภาษณ์พิเศษของปิยบุตร ซึ่งระบุว่าจะออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเข้าสู่เวทีการเมือง เพื่อผลักดันความฝัน ความเชื่อในการสร้างประเทศ



"มันเป็นห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ถ้าไม่ทำตอนนี้ ถ้าไม่ใช้โอกาสตอนนี้ทำ โอกาสนี้อาจจะหลุดมือไป ห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ตอนนี้อาจจะหลุดมือไป" เขากล่าวตอนหนึ่งในวิดีโอให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย

 
https://prachatai.com/journal/2018/03/75671
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
Exclusive: "ไพร่หมื่นล้าน" จับมือ สมาชิก "นิติราษฎร์" เปิดตัวพรรคใหม่


หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ & วิดีโอโดย วสวัตติ์ ลุขะรังผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

2 มีนาคม 2018

ปิยบุตร แสงกนกกุล นักนิติศาสตร์หนุ่มจาก "นิติราษฎร์" เปิดแนวคิดพรรคทางเลือกใหม่ร่วมกับ "ไพร่หมื่นล้าน" ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประกาศภารกิจสำคัญเพื่อพาคนไทยออกจาก "เผด็จการ"
ในวัยใกล้เลขสี่ ของ ผศ.ดร. ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาประกาศเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเข้าสู่เวทีการเมือง เพื่อผลักดันความฝัน ความเชื่อในการสร้างประเทศ
ปิยบุตรคือ "ศิษย์รุ่นแรก" ของ ศ.ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักนิติศาสตร์ฝีปากกล้าแห่ง ม.ธรรมศาสตร์ แล้วขยับเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ร่วมโยนข้อเสนอทางกฎหมายและการเมืองอันแหลมคมออกสู่สังคมในนามคณะ "นิติราษฎร์"

§ "ไพร่หมื่นล้าน" ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับ "โรดแมป" การเมือง

§ "พรรคทักษิณ" ในการเมืองหลังยุค "ชินวัตร"

ทว่ารัฐประหารปี 2557 นำมาซึ่งความ "ไม่สนุก" กับงานสอนหนังสือแก่นักวิชาการวัย 38 ปีรายนี้ ด้วยเพราะ เขาต้องพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ในวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครองที่เขาต้องสอนเป็นหลัก ภายใต้ยุคสมัยที่อุดมการณ์ "นิติรัฐ-ประชาธิปไตย" ครอบโลกไม่เว้นประเทศไทย ศาลถูกจับวางให้อยู่ในฐานะองค์กรที่ใช้อำนาจตรวจสอบถ่วงดุล

ปิยบุตรตั้งคำถามกับตัวเองบ่อยครั้งว่า "เรากำลังให้ความชอบธรรมกับศาลมากกว่าอำนาจของประชาชนหรือไม่" ทั้งที่นอกห้องเรียน เขาคือผู้ตรวจสอบบทบาทของฝ่ายตุลาการตัวยง ถึงขั้นออกหนังสือ "ศาลรัฐประหาร" เมื่อปีก่อน

[Image: _100242886_tanatorn-quotepic.png]

ทางเลือกหนึ่งเพื่อเด้งออกจากความคิดสับสน-วนเวียน จึงอยู่ที่การยื่นเรื่อง "ลาสอน" เพื่อหยุดทบทวนตัวเอง ทว่ายังไม่ทันดำเนินการ ความคิด "ลาพัก" ได้พัฒนาเป็นการตัดสินใจเตรียม "ลาออก" เมื่อได้ปรับทุกข์-ผูกมิตรกับ "กัลยาณมิตร" หลายคน ในจำนวนนี้มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารหนุ่มไทยซัมมิท กรุ๊ป เจ้าของฉายา "ไพร่หมื่นล้าน" รวมอยู่ด้วย


"เราคุยด้วยกันมา เห็นตรงกันว่าเป็นช่วงเวลาที่จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองทางเลือกใหม่เกิดขึ้น" ปิยบุตรกล่าวกับบีบีซีไทย




ชูแนวคิด พรรคฝ่ายซ้ายใหม่ในยุโรป - พาคนไทยออกจากเผด็จการ

[Image: _100242894_gettyimages-614355384.jpg]

ปิยบุตรเล่าว่า เขามีความคิดเรื่องการสร้างพรรคทางเลือกใหม่มานานแล้ว แต่มาแจ่มชัดระหว่างลาไปค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2558 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในยุโรป ทำให้มีพรรคทางเลือกใหม่เกิดขึ้นและได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น พรรคโพเดมอส (Podemos) ในสเปนซึ่งมาเป็นพรรคอันดับ 3 พรรคซีริซา (Syriza) ของกรีซได้เป็นรัฐบาล La France insoumise ของฝรั่งเศสกลายเป็นอันดับ 1 ของฝ่ายค้าน เพราะคนในสังคมรู้สึกว่าไม่ว่าจะเลือกทางไหน ไม่ว่าพรรคฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา ก็ดำเนินนโยบายเหมือนกันคือเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ

เมื่อย้อนกลับมาดูวิกฤตการเมืองไทยในรอบ 13 ปี ซึ่งผู้คนจำนวนมากมองไม่เห็นทางออก ปิยบุตรชี้ว่า นี่คือสภาพการณ์ที่ต้องระวังให้ดี เพราะถ้าประคองไม่ดีจะเสร็จ "ตาอยู่" ซึ่งหมายถึง "เผด็จการ"

"ประเทศไทยอ่อนล้าเหนื่อยล้ากับความขัดแย้งมาสิบกว่าปี พรรคไหนชนะ อีกข้างหนึ่งก็จะต่อต้าน พรรคหนึ่งชนะ อีกข้างต่อต้าน แบบนี้ตลอดเวลา คนมีความรู้สึกว่าเลือกตั้งแล้วไม่จบ เลือกตั้งแล้วจะเจอการชุมนุม เกิดความวุ่นวาย ถ้ามีนายทหารคนหนึ่งขึ้นมาในนามของ 'การรักษาความสงบ' ขจัดความขัดแย้ง ทำให้บ้านเมืองสงบกลับมาเข้ารูปเข้ารอย มาในลักษณะแบบนี้ คนก็จะคิดว่าอย่างนี้เรา 'ยอมพักประชาธิปไตยไว้ชั่วคราว' กลับไปอยู่กับเผด็จการดีกว่า" ดุษฎีบัณฑิตด้านนิติศาสตร์จากฝรั่งเศสให้มุมมอง


§ [b]มีอะไรน่าสนใจ เมื่อ กกต. เปิดจดทะเบียนพรรคใหม่ 2 มี.ค.[/b]

[Image: _100243069_8f55e2f3-fcf9-464e-8041-cccb67e8f2b5.jpg]

นี่จึงเป็น "ช่วงเวลาสำคัญ" ในการแจ้งเกิดพรรคทางเลือกใหม่ตามทัศนะของปิยบุตรกับเพื่อน โดยหวังใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้คนออกจาก "ระบอบเผด็จการ" กลับสู่การเมืองในระบบปกติหลังผ่าน "ทศวรรษที่สูญหาย" และเพื่อตอกย้ำว่าการหวนคืนสู่การเลือกตั้งไม่ได้แปลว่าจะได้การเมืองแบบเดิม


อย่างไรก็ตามผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคทางเลือกใหม่ยังไม่ขอเปิดชื่อพรรค แต่แย้มว่าจะสะท้อนอุดมการณ์ ความเป็น "พลเมืองรุ่นใหม่" และ "การเมืองแบบใหม่" และไม่มีคำว่า "ชาติ-ไทย-ประชาธิปไตย" ในชื่อแน่นอน



เช่นเดียวกับตำแหน่งในพรรคที่ยังไม่มีการจัดวางตัวบุคคล เนื่องจากติดเงื่อนไขคำสั่งหัวหน้า คสช. ห้ามประชุมพรรค แต่เขาพร้อมยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคและดำเนินการตามข้อกฎหมาย



"นอมินีทักษิณ"?


นอกจากการขึ้นสู่อำนาจทางลัดของ คสช. จะเป็น "แรงผลัก" ให้ ปิยบุตรกระโจนสู่การเมือง ยังมีอีก "แรงดูด" จากปรากฏการณ์การเมือง "หลังยุคชินวัตร" (Post-Shinawatra Era) ที่เขาเห็นว่าเป็นการเปิดพื้นที่การเมืองใหม่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามา "ลงมือทำ"

[Image: _100242888_04.jpg]

อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองฝั่งนายทักษิณ ชินวัตร ย่อมทำให้พรรคของ ปิยบุตร-ธนาธร สุ่มเสี่ยงต่อการถูกสงสัยว่าเป็น "พรรคตัวแทนทักษิณ"


"ผมยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง เราทำของเราเอง ไม่ได้มาเป็นนอมินีของใคร ใครส่งมาไม่มี เราทำของเราเอง เดี๋ยวเปิดตัวไป เห็นรายชื่อ ก็จะรู้เองว่าไม่เกี่ยวอะไรเลย เป็นคนใหม่ทั้งหมด"



เมื่อครั้งยังเป็นนักวิชาการเต็มขั้น ปิยบุตรมักเปรียบเปรยสิ่งที่เขาทำว่าเป็นการ "ทำงานทางความคิด" โดยชี้ว่าปัญญาชนมีหลายลักษณะ มีทั้งผู้ที่ชอบหมกตัวอยู่ในห้องสมุด ค้นคว้า อ่าน เขียน ลงพื้นที่ศึกษาวิจัย และปัญญาชนที่เข้าไปผูกมัดกับอุดมการณ์ความคิด ถ้าเชื่ออย่างไรก็ต้องลงไปปฏิบัติให้เกิดผล



"ผมและเพื่อน ๆ กลุ่มหนึ่งเคยเสนอความเห็นออกสู่สาธารณะหลายครั้ง ปรากฏว่าไม่มีการตอบรับ ในทางการเมืองเขาทำไม่ได้ นักวิชาการก็ต้องคิดว่ามันถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องลงไปทำเอง" ปิยบุตรกล่าว



สำหรับเขา "การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน" และ "การเมืองคือความเป็นไปได้ ถ้าเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ก็ไม่มาทำ"



ติดภาพนิติราษฎร์?



ปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมรู้จักปิยบุตรจากบทบาทนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ที่ออกมาเคลื่อนไหวหลังรัฐประหาร 2549 เพื่อทวงคืนนิติรัฐ-ประชาธิปไตย หนึ่งในข้อเสนออันแหลมคมที่ถูกโยนออกมาสู่สังคมคือการลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร และแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

 

[Image: _100242988_25681102087_0f9b362762_k.jpg]



ทว่าภายใต้สถานการณ์ในยุค "เปลี่ยนผ่านทางการเมือง" น่าสนใจว่า "ภาพจำในอดีต" จะย้อนกลับมาเป็นอุปสรรคในการทำงานการเมืองของนักกฎหมายหนุ่มหรือไม่?


ปิยบุตรชี้แจงว่า "หัวใจหลัก" ของข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่ออกมาต่อเนื่อง คือต้องการให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามหลักนิติรัฐที่ร่ำเรียนกันมา จึงไม่คิดจะลบภาพลักษณ์ หรือล้างภาพจำใด ๆ ทั้งสิ้น

"ผมคิดว่ามันลบไม่ได้ มันก็คือตัวเรา มันเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แล้วผมพูดไปด้วยความสุจริตทั้งสิ้น ไม่ได้อาฆาตมาดร้ายที่จะอะไรทั้งสิ้น แต่แนวคิดหลักคือต้องการให้สถาบันทางการเมือง สถาบันหลักที่อยู่ในรัฐธรรมนูญสอดคล้องกับประชาธิปไตย และอยู่ได้อย่างเป็นเกียรติ" ปิยบุตรกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

"เสี่ยง.. แต่คุ้ม"

เมื่อปัญญาชนที่ชื่อปิยบุตรเลือกผูกมัดตัวเองเข้ากับอุดมการณ์ประชาธิปไตย ภาคต่อไปของเขาจึงอยู่ที่การผลักดัน-สร้างสนามประชาธิปไตยในสังคมไทยอีกครั้ง ทว่ามีความเสี่ยงระดับสูงที่ต้องประเมิน



[Image: _100243253_25681112847_73931c99f9_k.jpg]



หนึ่งใน "เสียงสนับสนุน" ที่มีน้ำหนัก ดังขึ้นจาก ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ซึ่งไม่เพียงเป็น "ครูกฎหมาย" ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี-โทของเขา แต่ยังร่วมขับเคลื่อนแนวทาง "นิติศาสตร์เพื่อราษฎร" มาด้วยกัน



"ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมตัดสินใจนี่ เป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ เปลี่ยนชีวิตเหมือนกัน ผมก็บอก พอบอกอาจารย์วรเจตน์ก็ไม่ค้าน ก็สนับสนุน แต่ก็เป็นห่วง กังวล ก็อย่างที่เราทราบการเมืองไทยมันก็โหดร้ายทารุณอยู่พอสมควร"



แม้รู้ว่าการทำงานการเมืองมีความ "เสี่ยง" แต่เขาคิดว่า "คุ้ม"



"การเมืองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คุณปฏิเสธไม่ได้หรอกกว่าเสี่ยง คุณเสนออะไรที่มัน.. เขาคิดว่าก้าวหน้าเกินไป หรือเขาคิดว่าอันตรายต่อเขา เขาอาจหาวิถีทางกำจัดออกไป อย่างประสบการณ์ที่เราพบเห็นมาตลอดตั้งแต่ 2475 จนถึงปัจจุบัน เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ ประวัติศาสตร์มันบอกไว้ ถามว่าความเสี่ยงลักษณะแบบนี้มันพร้อม มันคุ้มไหมที่จะลองมาเสี่ยงดู ผมคิดว่ามันคุ้ม"



"มันเป็นห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ถ้าไม่ทำตอนนี้ โอกาสนี้อาจจะหลุดมือไป ห้วงเวลาประวัติศาสตร์นี้อาจจะหลุดมือไป" เขากล่าวทิ้งท้าย





ปิยบุตรพูดถึงครู-ศิษย์-เพื่อน "ผู้ไม่ยอมจำนน"






ปิยบุตร แสงกนกกุล พูดถึง "ชาย 3 คน" ที่เขาให้ความเคารพในความคิด โดยมีจุดร่วมกันคือเป็นคนที่มีหลักการ ความเชื่อ และเป็นตัวอย่างของการ "ไม่ยอมจำนน" โดยพร้อมออกจากพื้นที่ปลอดภัยไปรับความลำบาก ไปต่อสู้ในรูปแบบที่แตกต่างกันเพื่อรักษาหลักการที่ตนยึดถือเอาไว้



§ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ครูที่เคารพที่สุด - มีความเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติทั้งในเรื่องส่วนตัว และเรื่องวิชาการ เป็นแบบอย่างที่ดี



§ รังสิมันต์ โรม : ศิษย์ที่ภูมิใจที่สุด - มีความคิด ความเชื่อ ความฝัน เมื่อเห็นว่าสิ่งที่เรียนมาเป็นแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอีกแบบหนึ่ง ก็ออกมาท้าทาย เผชิญหน้า ประท้วง ต่อสู้



§ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : เพื่อนที่กล้าหาญที่สุด - เขาอยู่ในที่ ๆ อยู่ก็ไม่มีปัญหา แต่กล้าตัดสินใจมาเสี่ยงตรงนี้เพื่อสร้างการเมืองใหม่



ที่มา : ผศ.ดร. ปิยบุตร แสงกนกกุล กล่าวกับบีบีซีไทย

 
http://www.bbc.com/thai/thailand-43251942
 
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2018 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org