• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5


ย้ำอีกกว่าเราเป็นมิตรกันมาตั้งแต่สมัยประธนาธิบดี Andrew Jackson

"We have a very strong relationship right now …and it's getting stronger in the last nine months."

"Our relationship on trade is becoming more and more important and it's a great country to trade with. … I think we're going to try to sell a little bit more to you," Mr Trump said.

สายสัมพ้นธ์เราก็แนบแน่นขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะ 9เดือนที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าของเราก็มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นแต่ ไอ คิดว่าคุณต้องซื้อจากเรามากกว่านี้นาย " ทรัมพ์ " กล่าว

ท่านผู้นำเราก็ตอบผ่านล่าม(น่าจะเป็นมาดามนะ จะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย)ไปว่าขอแสดงความเสียใจในเหตุการณ์ที่ลาสเวกัสที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 58 รายและบาดเจ็บกว่า 500และผู้ประสบภัยพายุเฮอร์ริเคนในสหรัฐฯ

ทั่นผู้นำยังกล่าวต่อแบบมองโลกในแง่ดีว่าสหรัฐและประเทศไทยสามารถ "เสริมสร้างความร่วมมือ" และแก้ไขปัญหาในระดับภูมิภาคได้


ว่างานนี้ "้ ใครได้ ใครเสีย " หรือ "Who lost who win"

ป.ล. ผมจะอ่านจากข่าวฝรั่งแล้วมานำเสนอ ไม่เชื่อช่าวไทยเพราะมันมั่ว นั่งเทียนเขียนก็มี

เชิญอ่านข่าวครับ :

Trump tells Thai PM Prayut he wants to increase US exports to Thailand

The US wants to up exports to Thailand, President Donald Trump told reporters today as he received Thailand's General Prime Minister Prayut Chan-o-cha at the White House.

[Image: pzprayut03-ol.jpg?itok=waL3j9H7]
US President Donald Trump and Thailand's Prime Minister Prayut Chan-o-cha shake hands at the White House on Oct 2, 2017 in Washington, DC.PHOTO: AFP

"We've had a long and very, storied history with Thailand," the President said before the media were ushered out ahead of the US-Thai meetings. "In fact, we were just mentioning that Andrew Jackson, who is on the wall, was the president when we first developed the big relationship."

"We have a very strong relationship right now …and it's getting stronger in the last nine months."

"Our relationship on trade is becoming more and more important and it's a great country to trade with. … I think we're going to try to sell a little bit more to you," Mr Trump said.

Thailand's premier, speaking through a translator, expressed condolences to victims and relatives of the overnight massacre in Las Vegas which has left 58 dead and over 500 injured, as well as hurricane victims in the US.

He expressed optimism that US and Thailand could "strengthen the cooperation" and resolve "regional issues," he said.



President Donald Trump is meeting Thailand Prime Minister Prayut Chan-o-cha in Washington on Monday, honoring yet another authoritarian leader with an invitation to the White House.

The meeting, taking place a day earlier than announced last week, will focus on “ways to strengthen and broaden bilateral relations and enhance cooperation in the Indo-Pacific region,” according to a White House press statement.

This is Prayut’s first official visit to Washington since taking power in 2014 after a military coup against the elected government of Prime Minister Yingluck Shinawatra, who had been facing weeks of street protests over the management of a rice subsidy scheme for farmers. She reportedly fled Thailand in August ahead of a verdict in her negligence trial.

Following the coup and the junta's crackdown on dissent and civil liberties, President Barack Obama’s administration sought to distance itself from the Thai military, including reducing the number of shared military exercises and suspending training for Thai soldiers.

While Obama invited Prayut to an ASEAN leaders' summit in California in February 2016, the Thai junta leader had not received a one-on-one invitation to the White House. The Obama administration also publicly called for the country to restore its democratic governance and uphold human rights. U.S. Undersecretary for Civilian Security, Democracy and Human Rights Sarah Sewall did so when meeting the Thai leader in March 2016.

“Prayut Chan-o-cha is a solipsistic leader who sees conspiracy in any criticism and is comfortable making assertions that do not comport with facts,” Sewall, currently a Speyer Family Foundation Distinguished Scholar at John Hopkins University, tells Newsweek.

“President Trump should maintain a balance in U.S. policy and avoid appearing to wholeheartedly approve of repressive military rule,” she adds.

[Image: 1002thai-pm.JPG]
Thailand's Prime Minister Prayuth Chan-o-cha rides on a tractor at a farmer school in Suphan Buri province, Thailand, on September 18.ATHIT PERAWONGMETHA/REUTERS

The Trump administration has shown little interest in reprimanding authoritarian governments. In April, Trump met Egyptian President Abdel Fattah el-Sissi, who took power in a coup in 2013, and a month later hosted Turkish President Recep Tayyip Erdoğan, who survived a coup in 2015 and has since supervised a crackdown on dissent. That visit was marred by violent clashes between Erdoğan’s security detail and protesters outside the Turkish embassy in Washington.

“Trump's past unqualified praise for repressive, abusive or corrupt leaders, such as Egypt's President el-Sissi, Philippines' President Duterte or Malaysia's PM Razak, has raised genuine international concern about whether the United States still values democracy and human rights abroad,” Sewall says.

According to Scott W. Harold, political scientist and associate director at The RAND Corporation Center for Asia-Pacific Policy, President Trump will use the meeting to uphold the principles of his so-called America First worldview, focusing on security threats in the region, such as North Korea, and the Chinese ambitions in the South China Sea.

“If that's the way they go, it's probably going to represent a missed opportunity to push Thailand to address lingering domestic governance challenges the Thais are facing, and the administration’s general lack of focus on Southeast Asia,” Harold tells Newsweek.

Thailand-U.S. relations date back to 1833, making the Southeast Asian nation one of the oldest American allies in the region. Since the military coup, Thailand has engaged in closer military cooperation with China.

Now, as Prayuth looks committed to remain in power even if long-anticipated elections happen next year, Harold says this is not the time for the U.S. to disengage from Thailand or other Southeast Asian countries that have suffered setbacks to democracy.

“There are many people who recognize the U.S. needs to expend substantial resources in promoting democracy and U.S. interests in the region,” Harold says, “To fail to do so is to expand China's influence."


[Image: 22196346_1582113881827510_39852257193874...e=5A7BB1DA]


[Image: 9rFFxKe.jpg]

4 ประเด็นน่ารู้ หลังสหรัฐฯ สั่งตรวจสอบการขาดดุลกับไทย

5 เมษายน 2017

ท่ามกลางความกังวลว่า ภาคการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบจากมาตรการที่อาจจะเป็นผลจากคำสั่งประธานาธิบดี 2 ฉบับ ในวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ที่มีเป้าหมายเพื่อยุติการขาดดุลการค้ามูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปีลง

[Image: _95458333_gettyimages-661901892.jpg]

ภายใต้คำสั่งดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐต้องตรวจสอบสาเหตุการขาดดุลการค้าให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน โดยที่ประเทศไทยก็เป็น 1 ใน 16 รายชื่อประเทศที่สหรัฐฯระบุ่ว่าขาดดุลการค้า ก่อนจะถึงวันนั้น มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจบ้าง

1) สามจุดอ่อนไทยในการค้าทวิภาคี

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวกับบีบีซีไทย ประเมินจุดอ่อนของประเทศไทย 3 เรื่อง คือ ทรัพย์สินทางปัญญา ปัญหาใช้แรงงานทาส และมาตรฐานสินค้า ที่อาจส่งผลต่อสิทธิพิเศษทางการค้า หรือ จีเอสพี กรณีนี้สหรัฐฯ อาจกำหนดเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ เช่น เปอร์เซ็นต์ภาษีหรือเซคเตอร์สินค้ารายสาขา ซึ่งจะใช้กับเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับสิทธิจีเอสพี เช่น ไทย เวียดนาม

กลุ่มอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบแต่ไม่มาก คาดการณ์เป็นกลุ่มประมง เสื้อผ้า สินค้าอิเล็คทรอนิกส์ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ อาจนำมาตรการมาใช้กับกลุ่มสินค้าที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูง

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.สมชาย วิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ อาจกดดันให้ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น แทนการใช้มาตรการภาษีหรือมาตรการเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าที่กล่าวมาข้างต้น

"เป็นการแก้คนละมิติ แต่ช่วยลดปัญหาเรื่องดุลการค้า" รศ.ดร.สมชาย กล่าว


จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ มูลค่าการค้าระหว่างไทยและสหรัฐในช่วงเดือนม.ค. - ก.พ. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 259,213 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออก 137,308 ล้านบาท มูลค่าการนำเข้า 121,908 ล้านบาท ถือว่าไทยยังได้ดุลการค้าด้วยมูลค่า 15,401 ล้านบาท

หากพิจารณาข้อมูลการส่งออกย้อนหลัง 5 ปี แล้วสหรัฐอเมริกายังเป็นตลาดหลักอันดับต้นๆ ของไทยโดยมีสัดส่วนการส่งออกเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ อยู่ประมาณร้อยละ 10 ขณะที่อัตราการเติบโตอยู่ในราวร้อยละ 5-10 ยกเว้นในปี 2556 เท่านั้นที่อัตราการขยายตัวติดลบร้อยละ 1.36 เพราะเศรษฐกิจโลกยังผันผวน

[Image: _95458336_gettyimages-661902918.jpg]

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เชื่อว่าสินค้าส่งออกของไทยยังเป็นที่ต้องการของภาคการผลิตในสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มกึ่งวัตถุดิบและวัตถุดิบ ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการส่งออกก็ใช้ความพยายามอย่างหนัก และพัฒนาความสัมพันธ์กับทั้งผู้ประกอบการและภาครัฐของสหรัฐฯ ในการพัฒนามาตรฐานสินค้าส่งออกให้สอดรับกับข้อกำหนดทางการค้าของสหรัฐจึงทำให้สินค้าส่งออกจากไทยได้รับความไว้วางใจของผู้ประกอบการในสหรัฐ และคาดว่ายังมีแนวโน้มสดใส


หากพิจารณาสินค้าส่งออกหลักไปยังสหรัฐฯ สินค้าส่งออก 5 อันดับแรก ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่า 171,446 ล้านบาท ตามมาด้วย ผลิตภัณฑ์ยาง มีมูลค่า 68,955 ล้านบาท อัญมณีและเครื่องประดับ มีมูลค่า 44,126 ล้านบาท เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ มีมูลค่า 36,748 ล้านบาท รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่า 31,091 ล้านบาท

[Image: _95453660_gettyimages-489717970.jpg]

ประธาน ส.อ.ท. บอกว่า แม้ว่า สินค้าเหล่านี้จะมีแนวโน้มถูกส่งออกเพิ่มมากขึ้นตามความต้องการของตลาดสหรัฐ แต่ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ผู้ส่งออกไทยต่างทะยอยส่งออกสินค้าดังกล่าว ไปยังประเทศอื่นๆ ได้แก่ ประเทศในกลุ่มอาเซียนและจีนเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ จากข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ระบุว่า มูลค่าสินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกานั้นนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมามีแนวโน้มลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้า 5 อันดับแรก ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า 50,882 ล้านบาท ตามมาด้วยเครื่องจักรและส่วนประกอบ 45,952 ล้านบาท เคมีภัณฑ์ 44,353 ล้านบาท พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 39,297 ล้านบาท และเครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ 31,603 ล้านบาท


อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.สมชาย ว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของทรัมป์เป็นท่าทีที่ "อ่อนลง" จากช่วงก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี ดังที่เคยระบุไว้ว่าจะดำเนินการกับจีน ญี่ปุ่น เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ หรือเม็กซิโกที่ทรัมป์เคยขู่ว่าจะยกเลิกข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟต้า แต่เมื่อขึ้นเป็นประธานาธิบดีแล้วยังต้องรักษาสัญญาที่ประกาศไว้จึงนำมาสู่คำสั่งประธานาธิบดีเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม มองว่าทรัมป์ไม่ได้เล่นนอกกติกา แต่เป็นการดำเนินการภายใต้กฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (WTO) ทั้งสิ้น

"สิ่งที่ทรัมป์ประกาศออกมาเป็นการรักษาคำพูดที่กล่าวไว้ช่วงหาเสียง แต่ลดความรุนแรงลงไปมาก"

[Image: _95453661_bc10be1e-6125-43aa-b54f-a45d426220be.jpg]

รศ.ดร.สมชาย วิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ อาจใช้ข้ออ้างเรื่อง "การค้าที่ไม่เป็นธรรม" มาออกมาตรการลดการขาดดุลต่อประเทศเหล่านี้ เช่น การตอบโต้การทุ่มตลาด ตอบโต้สินค้าที่รัฐอุดหนุน การใช้แรงงานเด็ก ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน การใช้ข้อกำหนดมาตรฐานสินค้าภายในสหรัฐฯ มาปฏิบัติต่อสินค้านำเข้าที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือการพิจารณาแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพี รวมทั้งภาษีที่เก็บตรงชายแดน (Border Adjustment Tax) ที่ทรัมป์เคยขู่จะใช้กับเม็กซิโกมาแล้ว นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังสามารถใช้ข้ออ้างในการขึ้นภาษีชั่วคราวกลุ่มสินค้าที่กำลังมีปัญหา เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่ง WTO อนุญาตให้ทำได้


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  

You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2018 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org