• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
เผด็จการทุกที่ทุกแห่งในโลก..ที่มันกลัวที่สุดคือการลุกฮือของประชาชน..

#1
แต่ในที่สุดพวกมันก็จบอย่างสิ้นท่า...ด้วยน้ำมือของประชาชน...

การลักพาตัวคน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเคลื่อน เอา ตัวบุคคลไป โดยมิชอบ และ เอาออกไปจากสังคม ในบริเวณใด บริเวณหนึ่ง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น....

[Image: 17342742_631730520369952_3343138036317973131_n.jpg]

เป็น ความผิดตาม สนธิสัญญาฉบับใหญ่ของ โลก คือ The Genva Conventions, 1949
บทบัญญัติที่ ๔๓ กล่าวไว้ว่า :

สนธิสัญญานี้ ไม่มี การใช้ การพิจารณา ที่เป็นอคติ อัน อาจก่อ ให้เกิด เป็น ผลร้าย ต่อ การใช้บทบัญญัติของ กฎหมายสิทธิมนุษยธรรมระหว่างประเทศ, รวมทั้งพันธกรณีของ รัฐคู่ภาคี สนธิสัญญา ที่มีอยู่ ในสนธิสัญญากรุงเจนีวา ลงวันที่ 12 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1949

ดังนั้น...คนไทยทุกคนก็มีกฎหมายนี้คุ้มครองหากท่านรู้จักใช้สิทธิของท่าน เมื่อเผด็จการอำมาตย์หรือคสช. จะดำเนินคดีอะไรกับท่านก็สามารถอ้างสิทธินี้ป้องกันตัวเองได้ถ้าเผด็จการอำมาตย์หรือคสช. ยังฝืนที่จะดำเนินคดีกับท่านหรือจับตัวไป..ซึ่งถือได้ว่าเขาได้กระทำความผิดตามสนธิสัญญานี้..

จงรับรู้ไว้ด้วยนะครับว่า...หากจะสู้กับอำมาตย์ทางกฎหมายแล้วละก็..ต้องเปิดตัวสู้ในที่แจ้งเลย...อย่างกรณีของนายกยิ่งลักษณ์...สู้ในที่แจ้งและเป็นข่าวไปทั่วโลก...เผด็จการอำมาตย์ถึงมันจะมาคุกคามยังไงมันก็ไม่สามารถที่จะอุ้มท่านหายโดยไร้ร่องรอยได้...

อย่าลืมนะครับว่า...พวกเผด็จการอำมาตย์มันไม่ใช่ไม่ไม่กลัวข้อผูกพันต่างๆที่รัฐไทยไปลงนามเป็นรัฐคู่ภาคีนั้นๆ พวกมันกลัวยิ่งกว่าอะไรอีก...

อีกอย่าง..ถ้าหากท่านจะเดินทางไปเป็นพยานการตัดสินคดียิ่งลักษณ์หรือไปให้กำลังใจ...ท่านสามารถไปได้โดยไม่มีอะไรที่จะมาหยุดยั้งท่านได้....นอกจากพวกเผด็จการอำมาตย์คสช.มันจะกลั่นแกล้งก่อความรำคาญให้ท่านแบบอันธพาล...

ท่านจะยอมมันหรือจะสู้ก็แล้วแต่ท่านครับ....

เชิญอ่านบทความครับ :

การบังคับใช้ สนธิสัญญา ที่ว่าด้วย การต้องปกป้อง หรือ คุ้มกัน บุคคลทุกๆ คน ให้พ้นไปจาก การบังคับ ให้สูญหาย หรือ หายตัวไป ปี ค.ศ. 2007 หรือ International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance, 2007 หรือ IC PPED มีผลบังคับทั่วไป ในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ปี ค.ศ. ๒๐๑๐

มีความสำคัญ ต่อ เรา ผู้เป็น คนไทย หรือ คน ที่มีสัญชาติไทย อย่างไร?

๑. บทความ นับแต่ บทนี้ เป็นต้นไป พ่อแม่พี่น้องคนไทย จะได้ ใช้ความรู้ ในทางกฎหมาย เกี่ยวกับ การลักพาตัวคน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเคลื่อน เอา ตัวบุคคลไป โดยมิชอบ และ เอาออกไปจากสังคม ในบริเวณใด บริเวณหนึ่ง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น

๒. เป็น ความผิดตาม สนธิสัญญาฉบับใหญ่ของ โลก คือ The Genva Conventions, 1949 {สนธิสัญญากรุงเจนีวา (ทั้งสี่ฉบับ พร้อม โปรโตคอล ทั้งสองฉบับ ที่แนบท้ายมา) นั้น กลายมาเป็น มาตรฐาน ขั้นต่ำของ โลก ตามกฏเกณฑ์ของ โลก ในเรื่อง กฎหมาย ที่ว่าด้วย มนุษยธรรมสากล หรือ สิทธิมนุษยชนในทางสากล (the minimum standard of Human Rights on the Customary Rules of International Law)

๓. เพราะ ฉะนั้น สนธิสัญญา ที่ว่าด้วย การต้องปกป้อง หรือ คุ้มกัน บุคคลทุกๆ คน ให้พ้นไปจากการบังคับให้สูญหาย หรือหายตัวไป ปี ค.ศ. 2007 หรือ International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance, 2007 หรือ IC PPED มีผลบังคับทั่วไปในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ปี ค.ศ. ๒๐๑๐ ในบทบัญญัติที่ ๔๓ หรือ Article 43 ที่บัญญัติว่า:

๔. “Article 43

This Convention is without prejudice to the provisions of international humanitarian law, including the obligations of the High Contracting Parties to the four Geneva Conventions of 12 August 1949 and the two Additional Protocols thereto of 8 June 1977, or to the opportunity available to any State Party to authorize the International Committee of the Red Cross to visit places of detention in situations not covered by international humanitarian law.”

๕. เมื่อถอดความออกมาเป็น ภาษาไทย คงได้ความว่า “ บทบัญญัติที่ ๔๓:
สนธิสัญญานี้ ไม่มี การใช้ การพิจารณา ที่เป็นอคติ อัน อาจก่อ ให้เกิด เป็น ผลร้าย ต่อ การใช้บทบัญญัติของ กฎหมายสิทธิมนุษยธรรมระหว่างประเทศ, รวมทั้งพันธกรณีของ รัฐคู่ภาคี สนธิสัญญา ที่มีอยู่ ในสนธิสัญญากรุงเจนีวา ลงวันที่ 12 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1949 ทั้ง ๔ ฉบับ และ โปรโตคอล ที่แนบท้าย สนธิสัญญา ฉบับดังกล่าว ข้างต้นนี้ อีกสองฉบับ ลงวันที่ ๘ มิถุนายน ปี ค.ศ.1977, หรือ ในกรณีที่โอกาสเปิดให้ รัฐคู่ภาคี สนธิสัญญา ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ที่จะอนุมัติ มอบให้ คณะกรรมการกาชาดสากล ที่จะเข้าไป เยี่ยมเยียน สถานที่คุมขัง ในสถานการณ์ ที่ไม่ได้ครอบคลุม โดยกฎหมายมนุษยธรรมสากล.”

๖. เมื่อบทบัญญัติที่ ๔๓ ของ สนธิสัญญา ที่ว่าด้วย การต้องปกป้อง หรือ คุ้มกันบุคคลทุกๆ คน ให้พ้นไปจาก การบังคับให้สูญหาย หรือ หายตัวไป ปี ค.ศ. 2007 หรือ International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance, 2007 หรือ ICPPED ได้บัญญัติความให้ปรากฏชัดไว้ ดังได้กล่าว เอาไว้ข้างต้น

๗. จึงเป็น การชี้ให้เห็น โดยประจักษ์ชัดอยู่ในตัวว่า บทบัญญัติของ สนธิสัญญาแห่งกรุงเจนีวา ฉบับที่ ๔ พร้อมด้วยบทบัญญิที่ ๓ ร่วม ปี ค.ศ. 1949 หรือ the Fourth Geneva Convention, 1949 including the Common Article 3 ได้เข้ามา มี บทบาทสูง เป็น อย่างยิ่ง ในการบังคับ ทิศทางในการบังคับใช้

๘. บทบัญญัติของ สนธิสัญญา ที่ว่าด้วย การต้องปกป้อง หรือ คุ้มกันบุคคลทุกๆ คน ให้พ้นไปจาก การบังคับให้สูญหาย หรือ หายตัวไป ปี ค.ศ. 2007 หรือ International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance, 2007 หรือ IC PPED

๙. คำว่า “การบังคับให้.....สูญหาย” หรือ “การหายตัว”ไป ของ บุคคล มิได้หมายถึงการที่ต้องทำให้ บุคคล คนนั้น สูญหาย หรือ หายตัวไปจาก โลกนี้ เพียงประการเดียว แต่ยังหมายรวมไป ถึง การเอาตัวบุคคล คนใด คนหนึ่ง หรือ ผู้ใด ผู้หนึ่ง ออกไปจากบริเวณใด บริเวณหนึ่งของ สังคมบนโลก มนุษย์ หรือ ออก ไปจากบริเวณใด บริเวณหนึ่ง บนพื้นพิภพ บนโลก ใบนี้ ด้วย

๑๐. (ให้ดู และ พิจารณา ในบรรดาความเห็นของ นักกฎหมายระหว่างประเทศ ในระดับนานาชาติ (International Jurists) ที่ได้สังเคราะห์ ในเรื่องเหล่านี้ไว้ เมื่อได้วิเคราะห์ เกี่ยวกับ การบังคับใช้ สนธิสัญญากรุงเจนนีวา (ฉบับที่ ๔) ปี ค.ศ. 1949 ในช่องความเห็น ที่เกี่ยวกับ สนธิสัญญา กรุงเจนีวา ปี ค.ศ. 1949 ในหน้าเพลตของ ICRC หรือ International Committee of the Red Cross ผ่านเครื่องอ่านของ กูเกิ้ล

๑๑. การที่มีคำสั่ง หรือ คำพิพากษา ให้เอาบุคคล ผู้ใด ไป ทำ การคุมขัง โดยคำสั่ง หรือ คำตัดสินของ บรรดาศาลเตี้ย หรือ ศาล ที่ถูกอุปโลกห์ ขึ้นมา เป็น ศาลยุติธรรม ทั้งๆ ที่ ในความเป็นจริง ไม่ใช่ ศาลยุติธรรม เหตุเพราะ มีขบวนการ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการก่อตั้ง และ มี วิธีพิจารณาความ ที่ใช้ในศาล โดยไม่ชอบด้วย หลักเกณฑ์ของ ความเป็นศาล ที่ชอบ ด้วยกฎหมาย ล้วน ต้องตก อยู่ ในความหมาย หรือ นัยยะ ในนิยามนี้ ทั้งสิ้น. ........

มีต่อ..........


Thanaboon Chiranuvat

August 4, 2017
ค้นหา
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
ถ้าวันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม 2017

เราออกไปส่งเสียงเชียร์ให้สะใจกันอีกครั้งว่า "นายกสู้..สู้ นายกสู้..สู้" ให้สุดขั้วปอด ให้สุดเสียงรักจากขั้วใจโดยไม่ต้องกลัวผิดกฎหมายจะดีไหม…

ขออนุญาตเอาข้อเขียนของ RED USA มาให้อ่านกันครับ

เชิญอ่าน :

เสียง

นายก สู้...สู้

ยิ่งลักษณ์ สู้...สู้

ยังดังก้องอยู่ในจิตวิญญาณของท่านอยู่ไหม

ถ้าวันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม 2017

เราออกไปส่งเสียงเชียร์ให้สะใจกันอีกครั้งว่า "นายกสู้..สู้ นายกสู้..สู้" ให้สุดขั้วปอด ให้สุดเสียงรักจากขั้วใจโดยไม่ต้อง

กลัวผิดกฎหมายจะดีไหม

ก่อนถึงวันนั้น

วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม 2560

วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำหนดตัดสินคดีในโครงการ "รับจำนำข้าว" ว่านายกยิ่ง

ลักษณ์ผิดหรือไม่ผิด

RED USA

ขอย้อนเวลากล่าวถึง วันอังคารที่ 1 สิงหาคม 2017 ที่ผ่านมา วันที่คนนับพันส่งเสียงตะโกน "นายก สู้..สู้ นายก สู้..สู้"
เสียง "สู้...สู้...สู้..."

ดังสนั่นไปทั้งศาล กึกก้องไปทั่วท้องถนน สะท้อนไปมาสู่โสตสัมผัสของประชาชนในบริเวณกว้าง และพุ่งตรงเข้ากลางใจของเผด็จการจนดิ้นพล่านๆ เจ็บปวด

ก่อนที่เสียงเชียร์ของแฟนคลับ

ในวันอังคารที่ 1 สิงหาคม 2560 ที่เพิ่งผ่านมา

จะล่องลอยไปกับสายลมและแผ่วพริ้วหายไปกับดินฟ้าอากาศ เสียงกรรโชกจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลตำแหน่งใหญ่โตก็สำรอก

ออกมา ข่มขู่ คาดโทษ และเรียกเช็คบิลรถตู้ 21 คันที่ถูกว่าจ้าง พาประชาชนไปให้กำลังใจนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่ศาล

ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถนนแจ้งวัฒนะในวันนั้น

เสียงสำรอกของเจ้าหน้าที่รัฐที่ยศใหญ่โตเทียมฟ้า อ้างข้อกฎหมายสร้างความกลัวให้กับประชาชน อีกทั้งมาตรา 44 ยัง

สามารถบันดาลให้เผด็จการสร้างอภินิหารอะไรก็ได้

https://www.matichon.co.th/news/616480

แต่วัฒนา เมืองสุข

ผู้ต่อสู้กับรัฐบาลเถื่อนอย่างโดดเด่นตลอดมา

ย้อนเกร็ดเผด็จการบ้าอำนาจที่เห็นประชาชนโง่ว่า

https://www.facebook.com/groups/49896976...239870587/

"ผมขอยืนยันว่าการเดินทางมาให้กำลังใจนายกยิ่งลักษณ์ไม่ผิดกฎหมาย การถือป้ายให้กำลังใจก็ทำได้โดยชอบเพราะเป็นเสรีภาพตามมาตรา 34 และ 36 ของรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่ใช่ข้อความที่ผิดกฎหมาย เช่น หมิ่นประมาท หรือละเมิดอำนาจศาล เป็นต้น"

วัฒนา เมืองสุข

ผู้มีพื้นเพมาจากจังหวัดปราจีนบุรี

ครอบครัวทำการค้าและเกษตรกรรม

ทั้งยังทำธุรกิจเดินรถโดยสารระหว่างนครนายกและปราจีนบุรี

วัฒนา เมืองสุข

เคยประกอบอาชีพเป็นทนายความนาน 14 ปี

ระหว่างปี พ.ศ. 2525 ถึงปี พ.ศ. 2539 ก่อนเบนเข็มสู่การเมือง คำพูดของเขาจึงมีน้ำหนักเมื่อกล่าวว่า

"ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก ลงวันที่ 10 มีนาคม 2554 รถตู้ 21 คันที่มาในวันนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือรถ

โดยสารประจำทาง 5 คัน ได้แก่คันที่แผ่นป้ายทะเบียนขึ้นต้นด้วยเลข 10-19 และรถโดยสารไม่ประจำทางอีก 16 คัน ที่

แผ่นป้ายทะเบียนขึ้นต้นด้วยเลข 30-39 ซึ่งตามพระราชบัญญัติขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 รถโดยสารประจำทาง 5 คัน

หากขออนุญาตออกนอกเส้นทางแล้วก็ไม่มีความผิด แต่หากไม่ได้ขออนุญาตจะมีความผิดตามมาตรา 39 ต้องระวางโทษ

ปรับคันละไม่เกิน 5,000 บาท/วัน ชำระค่าปรับแล้วคดีเป็นอันเลิกกันตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่วนรถตู้อีก 16

คัน เป็นรถโดยสารไม่ประจำทางที่สามารถวิ่งได้ทั่วราชอาณาจักรจึงไม่ต้องขออนุญาตและไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้น"

RED USA

ขอนำคำพูดของ "วัฒนา เมืองสุข"

มายืนยันให้ประชาชนและแฟนคลับของยิ่งลักษณ์มั่นใจอีกครั้งว่า "ผมขอยืนยันว่าการเดินทางมาให้กำลังใจนายกยิ่งลักษณ์ไม่ผิดกฎหมาย"

RED USA
AUGUST 3, 2017

[Image: 20596974_1602634793088447_36419437517644...e=59F94202]


[Image: 20604523_1602634796421780_45737973219980...e=5A34302B]


See more pictures at...


https://www.facebook.com/RedUSAThaiVoice...=3&theater
ค้นหา
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#3
เมื่อผลของ การบังคับตาม (สนธิสัญญา) The International Convention on the Protection of all Persons from Enforced Disappearance, 2007 (ร่างสนธิสัญญานี้ ถูกนำเสนอใน General Assembly ในปี ค.ศ. 2006) มีผล ให้ต้องบังคับด้วย สนธิสัญญากรุงเจนีวา (ทั้งสี่ฉบับ) ปี ค.ศ. 1949 ดั่งที่ได้บรรยายให้เห็นแล้ว

หลักเกณฑ์ Command Responsibility หรือ The Yamashita Standard, และ My Lai Standard ถูกพ่วง เข้ามา ให้เกิด การใช้บังคับด้วย ตามบทบัญญัติที่ 6 © ของสนธิสัญญาฉบับนี้

๑. หากท่านผู้ใด เข้าไปเปิดอ่าน และ ศึกษา (สนธิสัญญา) The International Convention on the Protection of all Persons from Enforced Disappearance, 2007 อย่างจริงจัง ท่านจะเห็นได้ว่า

๒. สนธิสัญญาฉบับนี้ ได้ถูกบัญญัติขึ้น เพื่อที่จะให้เป็น ตัวกลาง (Medium) สำหรับ สนธิสัญญาทั้งหลาย ที่เป็นกฎหมาย สิทธิมนุษยชนของโลก และ กฎหมาย ที่เกี่ยวกับกฎหมาย มนุษยธรรมของ โลก (Geneva Conventions + Hague Conventions + The Customary Rules of War at Sea and on Land) ที่ต้องนำมา ใช้ร่วมกัน ในกรณีที่บุคคล ต้องถูก บังคับให้หายตัว ไป หรือ สาปสูญ ไป ด้วยการใช้กำลัง เข้าบังคับ

๓. เมื่อ ต้องใช้หลักเกณฑ์ของ กฎหมายทั้งสาม ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้น ที่เป็นหลักเกณฑ์ ทางกฎหมาย ที่ใหญ่ และ สำคัญของโลก เข้ามาไล่เรียง จน เกิด เป็นความรับผิดทางอาญา ตามบทบัญญัติของ สนธิสัญญาฉบับนี้ และ


๔. เมื่อเกิดความรับผิดทางอาญา ความรับผิดทางอาญา เช่นที่ว่านี้ ย่อม ถูกนำ มาบังคับ ใช้ แบบเรียงตัว และ เป็น รายตัวของ จำเลย และ ผู้ถูกกล่าวหา ในคดี ที่ปรากฏตัวขึ้น ตามสถานะ และ ตำแหน่ง ในทางราชการ ที่จำเลย ผู้ถูกกล่าวหา สังกัดอยู่ ตามหลักการ The Command Responsibilities หรือ The Yamashita Standard, The My Lai Standard และ The Darfur Principles ที่จำแนกความรับผิดทางอาญา ในระหว่าง พลเรือน และ ผู้ที่มีอาชีพ เป็นทหาร

๕. ถ้าจำเลย ที่เป็นทหาร ทั้งหมด จะต้อง ถูกวินิจฉัยความรับผิดในทางอาญา ตาม The London Charter, 1945 โดยมี Geneva Conventions + Hague Conventions + The Customary Rules of War at Sea and on Land เป็น ตัวกำกับในการลงโทษ แก่ จำ เลย ที่เป็นทหาร และ

๖. ได้ไป กระทำความผิด ตามที่ถูกกล่าวหา และ โทษ ที่จะลงหาก คณะผู้ตัดสินพบว่า ได้กระทำความผิดจริง ก็คือ การลงโทษ ด้วยการประหารชีวิต ด้วยวิธีการแขวนคอ สถานเดียว

๗. (คนไทย อย่าคิดประมาทว่า สิ่งเหล่านี้เกิดกับ คนไทยไม่ได้ คนเยอรมัน และ ญี่ปุ่น ที่กระทำความผิด ต่อ ราษฎร ในสมัยสงครามโลก ครั้งที่สอง ก็โดนเล่นงานมา แล้ว ให้ไปดู การพิจารณาคดีอาญาของ บรรดาอาชญากรสงคราม ในศาลนูเรมเบริกก์ และ ศาลอาชญากรสงครามในซีกโลกตะวันออก ที่กรุงโตเกียว และ ที่กรุงนานจิง ทางยูทูป เป็นตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดที่สุด)

๘. เมื่อได้นำ The Geneva Conventions + Hague Conventions + The Customary Rules of War at Sea and on Land มาใช้บังคับแก่ กรณี ที่เกิดในประเทศไทยของ เรา ในเหตุการณ์ทั้งหลาย ที่ได้เกิดมา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ – ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ นั้น ในการจำแนก และ ตรวจ หา ความรับผิดทางอาญาแก่ บุคคล ผู้ กระทำ ความผิดทางอาญา ทั้งหลาย ที่เกิดในประเทศไทย เรา ยังต้อง จำแนก ความรับผิด ตามทฤษฎี การหาตัวผู้ กระทำผิด และ ลงโทษทางอาญาด้วย

๙. ด้วยการนำเอา หลักเกณฑ์ The Command Responsibilities หรือ The Yamashita Standard, The My Lai Standard และ The Darfur Principles ที่จำแนกความรับผิดทางอาญา ในระหว่าง พลเรือน และ ผู้ที่มีอาชีพ เป็นทหาร มาใช้พิจารณาโทษทางอาญา ที่จะลงแก่จำเลย แต่ละคน อย่างเป็นธรรม
ตามที่เขียนไว้ให้ปรากฏ ในข้อที่ ๔, ที่ ๕, ที่ ๖ และ ข้อที่ ๗ ทั้งหมด ที่เขียนขึ้นมา ให้ดูนี้ เป็น เรื่อง ที่ได้เกิดมาแล้ว ในความเป็นจริง ผู้เขียน ไม่มีเจตนา ที่จะไปข่มขู่แก่ใครๆ จึงขอ ให้ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ไปตรวจดู แล้ว เก็บเอาไว้ เป็น ความรู้เฉพาะตัวท่าน. ......................

(มีต่อ)

‎Thanaboon Chiranuvat

August 6, 2017
ค้นหา
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2017 MyBB Group.