• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
กฎหมายนานาชาติว่าด้วย “การจับกุม และ คุมขัง บุคคลไว้ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย “

#1
หมายเหตุ : บทความนี้เขียนไว้ตั้งแต่วันที่ 17 กค. 2016 แล้ว

การจับกุม และ คุมขัง บุคคลไว้ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย "ผู้จับ รวมทั้งกลุ่มบุคคลที่ออกคำสั่ง ให้เกิดการกระทำ ดังกล่าว" จะต้องมี ความรับผิดชอบเพียงใด? ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law)

๑. วันนี้ ในปัญหา ที่ผู้เขียน ยกขึ้นเป็น ข้อสาธก เป็น หัวข้อสำคัญทางกฎหมายทั้ง ในแง่มุมของกฎหมายภายใน (Internal Law) และ ในแง่มุมของกฎหมายระหว่างประทศ (International Law) ที่เกี่ยวกับ การจับกุม และ คุมขัง บุคคลใดๆ เอาไว้ เป็นความผิดทั้งตามกฎหมายภายใน (Internal Law) และ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law)

๒. ในวันที่ (ก็คือ วันวานนี้ ในอดีต) ยังไม่มีสนธิสัญญาฉบับของ องค์การสหประชาชาติ และ นานาชาติในเรื่อง ที่หยิบยกขึ้นเป็นหัวข้อสาธกนี้ ออกมาบังคับใช้ จึงเป็น เรื่องที่ยุ่งยากใจ และ เป็น เรื่องหนักใจสำหรับ ผู้พิพากษา (ศาล) นานาชาติ ในการหยิบยกข้อกฎหมาย ขึ้นมาปรับ และ ใช้ แก่กรณี อันเป็นข้อเท็จจริงของคดี ที่มา อยู่ต่อหน้า

๓. ศาลนานาชาติ เช่นที่ว่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ศาลสถิตย์ยุติธรรมในระบบกฎหมายของสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, อังกฤษ และ เยอรมันนี รวมทั้งศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจของ ยุโรป (The European Court of Justice)

๔. ฉะนั้น หัวข้อเรื่อง ที่นำขึ้นมาหยิบยก และ บรรยาย ในวันนี้ ล้วนเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับ การทรมาน การลงโทษ โดยทารุณ และ โหดร้าย และ กรรมวิธี ในการอื่นๆ ที่เป็นกรรมวิธี ที่ผิดเพี้ยนไปจาก ที่มนุษย์มนา หรือ บุคคลอื่นๆ เขากระทำกัน และ เป็น กรรมวิธี ที่ลดความเป็นมนุษย์ลง ในการลงโทษ หรือ การปฏิบัติ แก่บุคคล

๕. ตามที่ (สนธิสัญญา) Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment, 10 December 1984 ที่ประเทศไทย ไปให้สัตยาบัน โดยวิธีการภาคยานุวัติ์ หรือ Accession หรือ

๖. การประกาศเข้าร่วม เพื่อให้อยู่ ภายใต้บังคับของ สนธิสัญญาฉบับนี้ ในวันที่ ๒ ตุลาคม ปี ค.ศ. ๒๐๐๗ เมื่อฝ่ายประเทศไทย ได้ทำการให้สัตยาบัน ด้วยวิธีนี้แล้ว ผลบังคับของสนธิสัญญาฉบับนี้ ก็จะเกิด ผลบังคับตลอดบูรณภาพของ ดินแดนไทยทันที (ภายในเก้าสิบวันนับแต่ ที่ได้ให้สัตยาบัน ตามบทบังคับของ สนธิสัญญา) โดยไม่ต้องการ วิธีการออกกฎหมาย โดยรัฐสภาไทย มารองรับ อีกครั้งหนึ่ง

๗. เรา ต้องพึง สังวรณ์ และ เจียมตัวของ เราเอง ให้จงหนัก (เรามิได้ใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ว แบบอังกฤษ และ เรา ไม่เคยเป็น ชาติมหาอำนาจ แบบอังกฤษ ที่โลกทั้งใบ เขาจะยอมรับ ในวิธีการ การรองรับ ในสไตล์ของ กฎหมายแบบ อังกฤษ ที่ต้องให้ รัฐสภาอังกฤษ ที่เป็น อธิปัตย์สูงสุดของ ประเทศอังกฤษ ในระบบกฎหมาย มาออก กฎหมาย มารองรับ ต่อ บทบังคับของ สนธิสัญญา ที่ได้ทำไว้ อีกครั้งหนึ่ง)

๘. อย่าเที่ยวได้นำ ความคิดเห็น ในทางข้อกฎหมาย ในสไตล์แบบ นักกฎหมาย "ศรีธนญชัย" แบบไทยๆ ออกมา ถกเถียง เสียเวลาเปล่า โลกเขาไม่ยอมรับ เอา กับ เราหรอก {ให้ไปนำ(สนธิสัญญา) The Vienna Convention on the Law of Treaties, 1969 มาอ่านทบทวน และ พิจารณาหลายๆ เที่ยว เผื่อว่า เซลล์สมอง จะซึมซับ หลักการ ตามกฎหมายนี้ เข้าสู่สมอง ในส่วนของ การจดจำ} ได้บ้าง และ

๙.ขอ อย่าได้ ไปเที่ยว ถกเถียง ในข้อกฎหมายนี้ กับ ใคร ต่อ ใคร ที่เขารู้จริง เดี๋ยวคน นำเสนอ หน้าจะแตก มีระยะทางยาว เป็นวาๆ และ หมอศัลยกรรม จะไม่ยอมรับเย็บ บาดแผลให้ เมื่อเราได้กล่าวถึง (สนธิสัญญา) Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment, 10 December 1984 ที่ประเทศไทย ไปให้สัตยาบัน โดยวิธีการภาคยานุวัติ์ หรือ Accession นั้น

๑๐. เป็นข้อกฎหมาย ที่ปรากฎมา ก่อนเก่า เป็นเวลานับ เป็น สองสามพันปี ก่อนพุทธกาล และ โลกในวันนี้ ก็ยอมรับหลักเกณฑ์ของ กฎหมายนี้ มาตั้งแต่ยุคของ ซุนวู (sun Tzu) ปราชญ์ของจีนที่มีอายุการเกิด และ อยู่ สองถึงสามพันปี ก่อนพุทธกาล และ ชนในยุโรป (Old World) ต่างก็ยอมรับ ในหลักการ การทำสงครามของ ซุนวู จนเกิดคดีตัวอย่างขึ้น ในยุโรปยุคกลาง (Middle Age) คือ คดีของ Peter Von Hagenbach ในปี ค.ศ. 1474 และ

๑๑. ตามมาด้วย ข้อบัญญัติในการทำสงครามของ Frederick ที่ II หรือ Frederick the Great ของปรัสเซีย และ บทประพันธ์ว่าด้วยสงคราม "On War" และ บท Essay เรื่อง "Principles of War" โดย Carl Von Clausewitz จนนำไปสู่ Liber Code, 1863 ที่ ศาสตราจารย์ Franz Liber นักปรัชญากฎหมายชาวอเมริกัน - เยอรมัน นำไปใช้ ร่างเป็น ข้อบัญญัติบังคับ เป็นกฎหมาย ในสมัยสงครามกลางเมืองของ สหรัฐอเมริกา ที่มีชื่อเรียกเป็นทางการ ในประเทศสหรัฐอเมริกาว่า "Instructions for the Government of Armies of the United States in the Field, General Order № 100"

๑๒. ในเวลาต่อมา Liber Code, 1863 หรือ "Instructions for the Government of Armies of the United States in the Field, General Order № 100" ถูกนำไปใช้เป็นพื้นฐานสำคัญแก่ การร่างกฎเกณฑ์ของ กฎหมายในระดับนานาชาติ เป็น The Hague Conventions, 1899 และ 1907 และ The Geneva Conventions, 1949 (ทั้งสี่ฉบับ)

๑๓. ในวันนี้ เราเรียกว่า "The Common Rules of War on Land" จนเกิด เป็น คดีดังก้องโลกในวันนี้ ในคดีที่ชื่อว่า "In re Yamashita, 317 U.S.1" หรือ "Yamashita Standard" หลักกฎหมายนี้ ได้สืบ ต่อเนื่อง มาเป็น "Medina Standard" คดีหมู่บ้าน My Lai ในสงครามเวียตนาม และ การทรมาน มนุษย์ หรือ การจับกุม คุมขัง บุคคล (มนุษย์) ไว้โดยไม่ชอบ เป็นเสี้ยวหนึ่ง ในความผิด ที่ว่านี้ และ แยกออกมา ดำเนินการ เป็นข้อหา ทางอาญาระหว่างประเทศ เป็น ข้อหาอิสระ แยกออกมา ต่างหากจาก หลักการของ กฎหมายว่าด้วย "Command Responsibilities" ได้

๑๔. เรา จึงอาจกล่าวได้ว่า ข้อหา ในกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ ที่ว่าด้วย การทรมาน การจับกุม คุมขัง มนุษย์ ด้วยกัน โดยไม่ชอบ เป็น ความผิดปรากฎอยู่ใน กฎหมายธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติของ โลก หรือ เป็น The Customary Rules of International Law โดยแน่ชัด อย่าง ที่ถกเถียง เป็น อื่นไม่ได้ และ วันนี้ถูกทำให้ แน่ชัด หรือ เรียกว่าถูก Codify ไว้ใน(สนธิสัญญา) Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment, 10 December 1984 และ ประเทศไทย ได้ให้สัตยาบัน แก่สนธิสัญญาฉบับ ที่กล่าวข้างต้นนี้แล้ว ปรากฏความอยู่ในข้อ ๖. ของบทความนี้.........(มีต่อ)

Thanaboon Chiranuvat‎

July 17, 2016
ค้นหา
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2017 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org