• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
“ปายุด “ บอก“วันนี้ ผมเป็นผู้ร้ายไปหมดแล้ว” : แม่น...รู้ตัวแล้วก็ไปเสียสิ..

#1
จากคอลัมน์ ข่าวข้นคนเข้ม หนังสือพิมพ์ ข่าวสด ที่ได้ขึ้นพาดหัวไว้..

[Image: 5-49-768x514.jpg]

“ปายุด “ ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ร้ายในประเทศไทยแต่เป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลก..ในสายตาจากนานาชาติ...

ถึงแม้ศาลไทยจะเอาผิด “ปายุด” ได้แต่ก็รู้อยู่แล้วว่าศาลไทยเอียงขนาดไหน...

ดังนั้น..ทางเดียวที่จะเอาผิด “ปายุด “ ได้..คือต้องไปฟ้องร้องเอากับศาลนานาชาติ..

ประเทศไทยมี พันธกรณีระหว่างประเทศที่มีอยู่กับนานาชาติ และ องค์การสหประชาชาติ รวมทั้ง พันธกรณี ที่ประเทศไทย มีอยู่ กับ องค์กรแรงงานระหว่างชาติ (ILO, International Labor Organization) และ นานาชาติ อย่าง ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่นี้ ในประเทศไทย และ กำลังจะพา ความวิบัติฉิบหาย ในระหว่างประเทศ มาสู่ประเทศไทย ในเร็วๆวันนี้ ไม่มีทางแก้ไขได้ เป็น อย่างอื่น นี่คือ ลางหายนะของ ประเทศไทย…

อ่านข้อกฎหมายนี้แล้วก็จะรู้ว่า...สักวันหนึ่ง...”ปายุด “ ต้องได้ไปเยือนศาลนานาชาติแน่..

เชิญอ่านบทความครับ :

เมื่อท่านผู้อ่านทั้งหลาย ได้ทราบ แล้วว่า การออกกฎหมายภายใน (Internal Law) มา รับรอง แก่ การกระทำ ละเมิดของ รัฐ ในกรณีที่รัฐ ได้ กระทำการ ฝ่าฝืน ต่อ บทบัญญัติ กฎหมายระหว่างประเทศ (the violation against International Law)

ส่งผล ทำให้ การกระทำ ละเมิด เช่นนั้น ต่อ บทกฎหมายระหว่างประเทศ ต้องบังคับ ตามบทกฎหมายระหว่างประเทศ เท่านั้น

ในการจำแนก แจกแจง ความรับผิดของ รัฐ ในกรณี ที่มีการละเมิด ต่อ บทกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่า จะมีกฎหมายภายใน ที่รัฐใดๆก็ตาม เป็น ผู้ ออก กฎหมายภายใน ออกมา จะจำนวน เท่าใด ฉบับ ก็ตาม เพื่อรับรอง ไม่ให้ การกระทำนั้น เป็น ความผิด ภายใต้บังคับของ กฎหมายระหว่างประเทศ เช่นที่ว่านั้น

กฎหมายภายใน ที่ออกมา ย่อม ใช้บังคับ ไม่ได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามความของบทบัญญัติ ที่ ๓ หรือ Article 3 ของกฏเกณฑ์ที่ว่าด้วย การทำละเมิดของ รัฐ ภายใต้บังคับของ บทกฎหมายระหว่างประเทศ ปี ค.ศ. 2001 หรือ The Articles on the Responsibility of a State for internationally wrongful acts, 2001

๑. ในกรณีของ บทบัญญัติที่ ๓ ของ กฏเกณฑ์ ที่ว่าด้วย การทำละเมิดของ รัฐ ภายใต้บังคับของ บทกฎหมายระหว่างประเทศ ปี ค.ศ. 2001 หรือ The Articles on the Responsibility of a State for internationally wrongful acts, 2001 นั้น ต้องใช้บังคับ ในกรณี ที่มีการออก กฎหมายภายใน (Internal Law) โดยรัฐใดๆ มา เพื่อทำให้เกิด ความขัด หรือ แย้ง กับ กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law) ในทุกๆ กรณี ที่เกิดปัญหา ในความสัมพันธ์ ในระหว่างประเทศ

๒. กรณีที่มีการออกกฎหมายแรงงานใหม่ของ ประเทศไทย โดยไม่คำนึงถึง ข้อพันธกรณีระหว่างประเทศ ที่ ประเทศไทย มีอยู่กับนานาชาติ และ องค์การสหประชาชาติ รวมทั้ง พันธกรณี ที่ประเทศไทย มีอยู่ กับ องค์กรแรงงานระหว่างชาติ (ILO, International Labor Organization) และ นานาชาติ อย่าง ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่นี้ ในประเทศไทย และ กำลังจะพา ความวิบัติฉิบหาย ในระหว่างประเทศ มาสู่ประเทศไทย ในเร็วๆวันนี้ ไม่มีทางแก้ไขได้ เป็น อย่างอื่น นี่คือ ลางหายนะของ ประเทศไทย

๓. ในกรณีของ การที่รัฐ ได้ไป กระทำ การละเมิด ต่อ บทบัญญัติกฎหมายระหว่างประเทศ นั้น มีอุททาหรณ์ ที่แสดงให้เห็น การบังคับ ทางกฎหมาย เป็น ตัวอย่างมาจากคำพิพากษาของ ศาลโลกเดิม หรือ PCIJ, the Permanent Court of International Justice, และ ศาลโลก ปัจจุบัน หรือ ICJ, the International Court of Justice ดังนี้:

๔. ในคดี “the Treatment of Polish Nationals case.” ศาลโลกเดิม หรือ ศาล PCIJ, The Permanent Court of International Justice ได้ให้ ความเห็น ชี้ขาด ในเรื่อง การที่จะใช้กฎหมายใด? ในระหว่าง กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law) กับ กฎหมายภายในประเทศ (Internal Law) มาบังคับใช้ แก่ กรณี ที่กำลังเป็นปัญหา จึงจำเป็น ต้องขอคัด ส่วนของ ความเห็นของ ศาลโลกเดิม ในการให้เหตุผล ในคำพิพากษาเรื่องนี้ มาให้ศึกษาดู เป็น หลักการทางกฎหมาย และ ช่วยความจำ ดังนี้:

๕. “According to generally accepted principles, a State cannot rely, as against another State, on the provisions of the latter’s Constitution, but only on international law and international obligations duly accepted... [C]onversely, a State cannot adduce as against another State its own Constitution with a view to evading obligations incumbent upon it under International law or treaties in force...The application of the Danzig Constitution may...result in the violation of an international obligation incumbent on Danzig towards Poland, whether under treaty stipulation or under general international law... However, in cases of such a nature, it is not the Constitution and other laws, as such, but the international obligation that gives rise to the responsibility of the Free City.”

๖. ซึ่งสามารถถอดความออกมาเป็นภาษาไทย ให้เข้าใจกันได้ดังต่อไปนี้: “ภายใต้หลักเกณฑ์ อันเป็น ที่ยอมรับกันได้ โดยทั่วไป, รัฐใดๆ ไม่อาจจะอาศัย บทบัญญัติรัฐธรรมนูญของตัวเอง เพื่อนำไปใช้ ในความสัมพันธ์ กับ รัฐอื่นๆ, แต่ต้องใช้กฎหมายระหว่างประเทศ และ พันธกรณีระหว่างประเทศ ที่ได้ยอมรับเอามา นำมาบังคับใช้..... [ในทางกลับกัน] รัฐ ใดๆ ไม่ สามารถ นำเอา บทบัญญัติรัฐธรรมนูญของ ตัวเอง .......

๗. .... นำมา แสดง เป็น พยานหลักฐาน เพื่อบังคับตาม ในเรื่องความสัมพันธ์ ที่มีอยู่ กับ รัฐอื่นๆ ได้ ภายใต้ความเห็น ที่ว่า เพื่อจะหลีกเลี่ยง ไม่บังคับตาม พันธกรณี ที่ได้ก่อเอาไว้ เหนือ ตน ภายใต้บังคับของ กฎหมายระหว่างประเทศ และ สนธิสัญญา ที่มีผลบังคับ.....

๘. การนำเอา รัฐธรรมนูญของ เมืองดานซิกซ์ มาใช้บังคับแก่ กรณีอาจ..... มีผลให้เกิดการละเมิด ต่อ พันธกรณีระหว่างประเทศ ที่ได้ก่อตั้งขึ้น ในความสัมพันธ์ในระหว่างประเทศ ในระหว่างเมืองดานซิกซ์ กับ ประเทศโปแลนด์, ไม่ว่าจะได้ระบุ บัญญัติไว้ ในสนธิสัญญา หรือ ภายใต้บทบังคับทั่วไปของ กฎหมายระหว่างประเทศ.....

๙. อย่างไรก็ตาม, ในกรณีอันเป็นไป ตามทางธรรมชาติ เช่นนี้, ไม่ใช่ด้วย การนำเอาบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ และ กฎหมายอื่นๆ มาบังคับแก่ กรณีเช่นที่ว่านี้ แต่ต้องนำเอาพันธกรณี ในระหว่างประเทศ มาบังคับ แก่กรณี ที่เป็นความรับผิดชอบของ เมือง ที่เป็นเสรีเช่น [ดานซิกซ์]”

๑๐. (ให้ดูคำอธิบายจาก คดี ที่ได้รับการพิพากษา ชี้ขาดโดย ศาลโลกเดิม หรือ PCIJ , The Permanent Court of International Justice ในคดีที่มีชื่อว่า “Treatment of Polish Nationals and Other Persons of Polish Origin or Speech in the Danzig Territory,” Advisory Opinion,[การให้ความเห็น หรือ ตีความในข้อกฎหมาย] ในปี ค.ศ. 1932, P.C.I.J.,Series A/B, No. 44, p. 4.- 6” ในคดีที่อ้างถึง โดยยืนยันในคำพิพากษา ที่ชี้ขาดตามกันมา ในคดี ที่ได้อ้างหลักเกณฑ์ของ บทกฎหมายข้างต้น ในคดี Ibid., pp. 24–25. See also “Lotus”, Judgment No. 9, 1927, P.C.I.J., Series A, No. 10, p. 24.)”

๑๑. นี่คืออุทาหรณ์ ที่ยกขึ้นมา เพื่อใช้อ้าง เป็นข้อสนับสนุน ในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศ และ/หรือ พันธกรณีในระหว่างประเทศ เป็น ข้อตัดสินชี้ขาด ในความสัมพันธ์ ในระหว่างประเทศ ในระหว่างรัฐ สอง รัฐ, หรือ ในระหว่างรัฐหลายๆรัฐ

๑๒. ที่มาสัมพันธ์กัน บนที่ราบระหว่างประเทศ หรือ International Plane ซึ่งว่าไปโดยหลักการ และ หลักเกณฑ์ แล้ว จะใช้กฎหมายภายใน (Internal Law) [กฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ พระราชบัญญัติใดๆ อันเป็น กฎหมายภายในของ รัฐใด รัฐหนึ่ง] มาชี้ขาด ตัดสิน แก่ กรณี ที่มีความสัมพันธ์ ในระหว่างประเทศ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ได้ โดยเด็ดขาด และ โดยสิ้นเชิง
.................... (มีต่อ)

Thanaboon Chiranuvat

July11th, 2017
ค้นหา
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
ก่อน ที่จะว่ากล่าวกัน ต่อไป ในเรื่องของ การใช้อำนาจจาก อธิปัตย์ของ รัฐ ที่ต้องมีข้อจำกัด (the Exercising of the Sovereignty must be limited in the scope of the application)

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จำต้อง พึงรับรู้ ในอำนาจ และ การใช้อำนาจตุลาการ (ชี้ขาด ตัดสินปัญหา และ วางหลักเกณฑ์ ในการตีความ และ ในการใช้กฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบ และ สันติสุข ที่เรียกว่า “การตกลงยอมกัน ในทางสันติวิธี” หรือ “Pacific Settlement”)

ตามแนวทาง และ วิถีปฏิบัติ ที่ปรากฏ และ บัญญัติไว้ ในกฏบัตรของ องค์การสหประชาชาติ (The Charter of United Nations) บทที่ ๑๔ (Chapter XIV) บทบัญญัติที่ ๙๒ - ๙๖

ที่ทำให้เกิด ผลบังคับ ต่อ คำพิพากษาของ ศาลโลกเดิม หรือ ศาล PCIJ, the Permanent Court of International Justice, และ ศาลโลก ในปัจจุบัน หรือ ศาล ICJ, the International Court of Justice ในระบบกฎหมายของ องค์การสหประ ชาชาติ ทั้งหมด

๑. ที่วันนี้ ต้องขอนำ บทความชิ้นนี้ มาว่ากัน ก็เพื่อที่จะทบทวน ความจำของ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ในเรื่องบทบัญญัติสำคัญของ กฏบัตรองค์การสหประชาชาติ หรือ The Charter of United Nations ในส่วนที่เกี่ยวด้วย ศาลโลก และ ผลบังคับของ คำพิพาก ษา ของ ศาลโลก ในส่วนของกฎหมาย ที่บัญญัติขึ้นในกฏบัตรของ องค์การสหประ ชาชาติ

๒. ในส่วนที่สำคัญนี้ มีความสำคัญ ต่อ ชาติ หรือ รัฐคู่ภาคีสมาชิกของ กฏบัตรองค์การสหประชาชาติ อย่างไร? เมื่อกฏบัตรองค์การสหประชาชาติ เป็น สนธิสัญญาหลายฝ่าย หรือ สนธิสัญญาพหุภาคี (the Multilateral Treaty)

๓. ที่มีข้อผูกมัดสูง และ แก้ไข ได้ยาก รวมทั้ง มี วิธีการถอนตัว ออกจาก การเป็นชาติ หรือ รัฐ คู่ภาคีสมาชิก ยากกว่า
สนธิสัญญา ในแบบสองฝ่าย หรือ สนธิสัญญา แบบทวิภาคี (the Bilateral Treaty)

๔. จึงต้อง ขอ นำ ท่านไปอ่านกฎบัตรองค์การสหประชาชาติ ในบททที่ ๑๔ (Chapter XIV) บทบัญญัติที่ ๙๒ ที่บัญญัติว่า :

“Article 92

The International Court of Justice shall be the principal judicial organ of the United Nations. It shall function in accordance with the annexed Statute, which is based upon the Statute of the Permanent Court of International Justice and forms an integral part of the present Charter.”

๕. เมื่อถอดความ ออกมา เป็น ภาษาไทย คงได้ความว่า:

“บทบัญญัติที่ ๙๒

ศาลโลก เป็น องค์กรแกนหลัก ผู้ใช้อำนาจทางตุลาการของ องค์การสหประชาชาติ ที่สำคัญ. ศาลโลก จะทำหน้าที่ของตนได้ ก็แต่ด้วย การมีธรรมนูญของศาลโลก ที่แนบอยู่พร้อมด้วย และ ต้องปฏิบัติ หน้าที่ ให้สอดคล้อง กับ ธรรมนูญ เช่นที่ว่านั้น, ธรรมนูญของ ศาลโลก ในปัจจุบันนั้น เกิด เป็น ผลบังคับทางกฎหมาย โดยอาศัยพื้นฐาน จาก ธรรมนูญของ ศาลสถิตย์ยุติธรรมประจำในระหว่างชาติ (ศาลโลกเดิม) พร้อมทั้งก่อให้เกิด เป็น ส่วนสำคัญของ กฏบัตร ฉบับนี้”

๖. เมื่อท่านผู้อ่านทั้งหลาย ได้อ่าน บทความทางกฎหมาย ในบทที่แล้ว ที่ท่าน ได้เห็น ผู้เขียน กล่าวอ้างถึง ผลบังคับของ คำพิพากษา ชี้ขาดของ ศาลโลกเดิม หรือ ศาลสถิตย์ยุติธรรมประจำในระหว่างชาติ หรือ ศาล PCIJ, the Permanent Court of International Justice

๗. ท่านจะได้หมด ความสงสัย ว่า ด้วยเหตุใด? คำพิพากษา ชี้ขาดในคดีของ ศาลโลกเดิม หรือ ศาลสถิตย์ยุติธรรมประจำในระหว่างชาติ หรือ ศาล PCIJ, the Permanent Court of International Justice จึงสามารถ นำมา ใช้อ้างยัน เพื่อใช้ให้เกิด ความเชื่อถือได้

๘. คำตอบ ก็คือ บทบัญญัติที่ ๙๒ของ กฏบัตรองค์การสหประชาชาติ ได้บัญญัติ และ ทำให้ ก่อ ให้เกิด อำนาจบังคับ และ อำนาจ เพื่อเกิดการอ้างอิง เอา คำพิพากษาจาก ศาลดังกล่าว ข้างต้น มาใช้อ้างอิง และ ยืนยันได้. ...................


Thanaboon Chiranuvat

July12th, 2017

(มีต่อ)
ค้นหา
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2017 MyBB Group.