• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
“ปายุด “ ฟังนะ..” “บุคคลจะเถียงว่า ไม่รู้ กฎหมายในขณะที่กระทำความผิด ไม่ได้ ”

#1
ถึงแม้ว่ากฎหมายนั้นครอบคลุมไปถึงรัฐไทยที่ประเทศไทยได้ไปลงนามในพันธะสัญญาไว้...

รัฐไทยเองก็กลัวไม่ใช่หรือจากพันธ์สัญญาเหล่านั้นถึงต้องไปอ่อนข้อชี้แจงถึงเหตุผลต่างๆเพื่อลดความกดดันจากนานาชาติกับประเทศไทยไม่ว่าเรื่องสิทธิมนุษย์ชน แรงงานจากค้ามนุษย์ สิทธิพิเศษจากการค้าขายกับต่างประเทศ ฯลฯ(โดนเขาเล่นงานจนเจ้าจำปีร่วงไปจอดเป็นเศษเหล็กอยู่กับพื้นก็รู้เห็นอยู่ไม่ใช่หรือ)

นักกฎหมายไทยที่เอาตัวไปรับใช้เผด็จการ..มันก็รู้..แต่มันไม่ต้องการให้ประชาชนรับรู้...

พวกมันคิดแต่ที่จะเสวยสุขตามกฎหมายที่มันร่วมกันสร้างขึ้นมาเพื่อปราบประชาชน..

คนไทยไม่ได้โง่ งี่เง่าไปทั้งหมดประเทศนะครับ...

เผด็จการจะเป็น กลุ่มบุคคล กลุ่มแรกๆ ที่ได้ มีสิทธิ ท้าทาย ความแข็งแกร่งของ บทบัญญัติกฎหมาย เหล่านี้...
พึงรับรู้ไว้ด้วย...

เชิญอ่านบทความครับ “

ในที่สุด การจำแนก แจกแจง คุณลักษณะ ในการกระทำความผิด หรือ การละเมิด ต่อ บทบัญญัติของ กฎหมายระหว่างประเทศของ รัฐ ตามหลักเกณฑ์ ที่ปรากฏในร่างสนธิสัญญา ที่ว่าด้วย การกระทำความผิด หรือ การละเมิด ต่อ บทบัญญัติของกฎหมายระหว่างประเทศของ รัฐ (The Articles on the Responsibility of a State for the Internationally wrongful acts, 2001)

๑. แม้หลักเกณฑ์ เช่นนี้ จะเป็น เพียงร่างสนธิสัญญา {สนธิสัญญา ที่ยังมิได้ลงมติ ให้นำ มา ประกาศใช้ และบังคับใช้ อย่างเป็นทางการ โดยสมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาชาติ} แต่

๒. หลักเกณฑ์ทางกฎหมาย เช่นที่ว่านี้ ก็เป็น ข้อกฎหมาย ที่บรรดาศาลนานาชาติ และ ศาลโลก อาจ นำมา ใช้ตีความ บังคับ ในฐานะที่เป็น ข้อกฎหมาย ที่ต้องใช้ และ รวบรวม เรียบเรียง เป็น หมวดหมู่ไว้ เพื่อการบังคับใช้

๓. ที่บรรดาชาติ ที่เจริญแล้ว (Civilized Nations acknowledge and Recognize) รับรู้ และ รับรอง ให้ใช้ ได้ ในบรรดาศาลยุติธรรม และ ศาลโลก ประเทศไทย โดยคณะ คสช. กับ คณะ ทั้งโขยง

๔. ที่เป็น “Junta” ในสายตาชาวโลก ยัง ไม่เคย ลิ้มลอง ความศักดิ์สิทธิ์ของ บทบัญญัติ ที่นำมา เสนอ ให้ประชาชน ได้ศึกษา ณ ที่นี้ พวกคุณๆ จึง เป็น กลุ่มบุคคล กลุ่มแรกๆ ที่ได้ มีสิทธิ ท้าทาย ความแข็งแกร่งของ บทบัญญัติกฎหมาย เหล่านี้


๕. เราไม่สงวนสิทธิ ที่จะหวงห้าม ไม่ให้ทำ เพราะ อย่างไรเสีย สถานภาพของ พวกท่าน ย่อม หนีไม่พ้น ไปจาก นักโทษประหาร ที่พากัน เอาศรีษะ ไปวางพาดไว้ในร่อง เครื่องประหาร ชนิด ที่เป็น “กีโยติน” อยู่แล้ว

๖. พวกท่าน เพียงแต่รอวินาฑีประหาร ที่จะมาถึง และ เพชรฆาต ปล่อย ใบมีดที่ คมกริบ วิ่งลง มา ตามร่อง เพื่อตัดศรีษะ ให้แยก ออกจาก ร่างกายของ พวกท่าน เท่านั้น

๗. วันนี้ เราจึง ไม่อาจ ไปข่มขู่ หรือ ห้าม ใครๆ ในคณะของ ท่าน ที่จะต้องดำเนินการต่อไป ตามวิถี ที่พวกท่าน มุ่งมั่น และ ตั้งใจ ที่จะกระทำการ ให้สำเร็จ และ

๘. เมื่อทำการสำเร็จไปแล้ว ตามความเชื่อ โดยบริสุทธิ์ใจของ ตัวท่านเอง (แต่ค้าน กับ วิถีปฏิบัติของ โลก) นั่น ก็คือ บทบัญญัติ ทางกฎหมายอาญา ที่ว่า “บุคคล จะเถียงว่า ไม่รู้ กฎหมาย ในขณะ ที่กระทำความผิด ไม่ได้”

๙. ฉะนั้น ผู้รู้บางท่าน ในคณะ คสช. ผ่าน ความเป็นนักกฎหมาย ผู้ปฏิบัติการ ที่เชี่ยวชาญ มาแล้ว เรียกได้ว่า เป็น “หมองู” ฉะนั้น “หากหมองู จะต้อง ตาย เพราะงู” ก็เป็น เรื่องธรรมดาๆ ของโลก ที่อาจเกิดขึ้นได้ เสมอๆ

๑๐. ทีนี้ เรา หันมา พิจารณา บทบัญญัติ ที่สำคัญ อีกบทหนึ่ง ที่ว่าด้วย การจำแนกแจก แจง คุณลักษณะ ในการกระทำความผิดของ รัฐ ในกฎหมายระหว่างประเทศ นั่น คือ

๑๑. บทบัญญัติที่ ๓ ของ หลักเกณฑ์ ที่ปรากฏอยู่ ในร่างสนธิสัญญา ที่ว่าด้วย การกระทำความผิด หรือ การละเมิดของ รัฐ ต่อ บทบัญญัติของ กฎหมายระหว่างประเทศ (The Articles on the Responsibility of a State for the Internationally wrongful acts, 2001)

๑๒. บทบัญญัติที่ ๓ ของหลักเกณฑ์ที่กล่าวอ้างถึง บัญญัติไว้ดังนี้:

Article 3. Characterization of an act of a State as internationally wrongful บทบัญญัติที่ ๓ การจำแนกแจก แจง คุณลักษณะ ในการกระทำ ความผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศของ รัฐ บัญญัติไว้ดังนี้:

“The characterization of an act of a State as internationally wrongful is governed by international law. Such characterization is not affected by the characterization of the same act as lawful by Internal law.”

“ การจำแนก แจก แจง คุณลักษณะของ รัฐ ในการกระทำ ความผิดต่อ กฎหมายระหว่างประเทศ ย่อมอยู่ภายใต้บังคับของ กฎหมายระหว่างประเทศ. คุณลักษณะในการกระทำความผิด เช่นที่ว่านั้น ไม่อาจ ได้รับ ผลกระทบใดๆ โดยการจำแนก แจกแจง คุณลักษณะ ในการกระทำ ความผิด อันเป็น ความผิด ที่บัญญัติไว้ เป็น อย่างเดียวกัน ภายใต้บังคับของ กฎหมายภายในประเทศ”

บทบัญญัตินี้ เป็น บทบัญญัติ ที่สำคัญ และ ฝังอยู่ในเซลสมองของ นักกฎหมายไทยมาอย่างช้านาน จนเกิด ความหลง งมงาย กลายเป็น “ความโง่ งมงาย” คล้ายมี “ผีสิง” ที่จำต้องใช้ อาคมขมังเวทย์ มาไล่ “ความโง่ งมงาย” นี้ ให้ออกไปจากเซลสมองของ นักกฎหมายไทย เสียที. ............

........... (มีต่อ)

บทความโดย...
Thanaboon Chiranuvat‎

July 9th , 2017 •
ค้นหา
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2017 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org