• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
ตอนที่ 17 เมื่อผมไปอเมริกาครั้งแรกเมื่อเดือน มกราคมปี 1972...ผมมีเงินติดตัวไป $80.00

#1
Growing Pain มีออเดอร์เข้ามาเยอะมาก.....ทำไม่ไหวเพราะทุนน้อยและก็ทำไม่ทันด้วย...ส่งเมียมาอยู่เมืองไทยเพื่อเปิดโรงงาน....

หลังจาก Market Weeks ผ่านไปผมก็เอา Order จากเซลส์ทั้งหมดมารวบรวมดูได้ Order มาเกือบแปดพันตัว นาย Joe ขายได้เป็นอันดับหนึ่ง นาย Don จากแคลิฟอร์เนียเป็นอันดับ 2 นาย Paul จาก Miami เป็นอันดับ 3 นาย Millard จาก Atlanta เป็นอันดับ 4 เซลส์จาก Chicago มาเป็นอันดับ 5 (ส่งมา 6 ออเดอร์รวมทั้งหมดไม่ถึง ร้อยตัว)เซลส์คนนี้หลังจากผ่านไปอีก 1 Season เขาก็แพ็คตัวอย่างส่งคืนเขาบอกว่าเขาทำอะไรไม่ได้..แต่ผมก็มีคนใหม่มาแทน....

เอาละสิปวดหัวแระ..แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาหมุนมาลงทุนวะเนี่ย...ไปกู้แบ็งค์ก็ไม่ได้ถึงได้อย่างดีก็แค่ 2-3พันเหรียญสำหรับ Personal Loan นอกจากนี้แล้ว..จะไปหยิบยืมใครที่ไหนให้ลืมเลย วันหนึ่งเลยตัดใจเข้าไปที่แบ็งค์ไปขอกู้เขา..แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ..เพราะเราไม่มีหลักประกันอะไร..แม้จะเอา Account Receivable ที่รอจ่ายจากลูกค้าอีกหลายหมื่นเหรียญเป็นประกันเขาก็ไม่เอา....ติดต่อไปยังบริษัท Factor หมายถึงเขาจะรับซื้อ Account Receivable ของเราโดยมีส่วนลด 7-10% จากราคาเต็มแล้วก็จะเลือกเอาแต่ Accounts ที่มี Credit ดีด้วย...ถึงคราวเสียแล้วก็ต้องยอมไม่เช่นนั้นธุรกิจเราจะหยุดชงักจะต้องหาเงินมาเพื่อทำการผลิตให้ได้ก็เลยนัดให้เขามาดู Accounts เขาก็เอาไปตรวจสอบดูเป็นอาทิตย์แล้วบอกว่าเขารับได้ประมาณ 10% ของ Account Receivable ที่เรามีเท่านั้น..มานั่งคิดสารตะดูแล้วมันไม่คุ้มอะไรจะได้มาไม่กี่พันเหรียญเองแถมยังจะเสียส่วนลดไปอีกเป็นพันเหรียญในเวลาไม่ถึงเดือน..ที่สุดก็เลยบอกโนไป....

อีกสองวันต่อมาผมกลับไปที่แบ็งค์ใหม่ได้เจอกับ Ms.Mann ซึ่งเป็นรองประธานของแบ็งค์นั้น...ผมหอบเอาออเดอร์ที่ผมได้รับสองแสนกว่าเหรียญให้เขาดู..และเอา Account Receivable ที่มีประมาณ 50000เหรียญให้เขาดู..ถ้าลูกค้าจ่ายตรงเวลาภายใน 1 เดือนหรือกว่าๆก็จะได้รับหมดแถมยังมีเพิ่มจากที่ขายไปอีกทุกวัน...

Ms. Mann เขาก็ดูหลักฐานที่ผมให้เขาดูประกอบแล้วเขาก็บอกว่า “ Aka..you are in a situation of growing pain “ ทีแรกผมก็งงว่า Growing pain นี้มันคืออะไร..ก็ถามเขากลับเขาก็บอกว่าธุรกิจคุณไปได้ดี..แต่ในเวลาเดียวกัน Cash Flow ของคุณมันไม่ Balance กับธุรกิจที่กำลังรุ่งของคุณ..มันถึงทำให้คุณเจ็บปวดไปด้วยไง...อธิบายมาอย่างนี้ผมก็ถึงบางอ้อ....รู้จักความหมายของคำว่า Growing pain มาตั้งแต่บัดนั้น

Ms. Mann ก็บอกว่า...I would like to help you.. but it’s the rule of the bank not to lend the money to someone who has no credit nor has established relationship with us without collateral even though you have account with us. คือหมายถึงว่าเขาอยากจะช่วยผมแต่มันเป็นกฎของแบ็งค์ที่จะไม่ให้เงินกู้แก่ลูกค้าที่ไม่มีเครดิตและก็ยังไม่มีประวัติในการกู้ที่นี่ถ้าไม่มีอะไรมาประกันถึงแม้ว่าคุณจะมีบัญชีไว้กับแบ็งค์เราก็ตาม ผมก็บอกให้เขาดูกระแสเงินเข้าออกของผม..เขาก็บอกว่ามันก็ดูโอเค..แต่จะเอามาเป็นหลักประกันในการกู้ไม่ได้

เอาอย่างนี้นะวิธีที่ฉันพอที่จะคิดช่วยคุณได้คือคุณต้องสร้างเครดิตกับเราก่อนสักพักหนึ่งดูการผ่อนจ่ายของคุณว่าตรงเวลาไหมหากคุณสามารถจ่ายตรงเวลาได้สัก 3-4 เดือนเรามาคุยกันใหม่....ผมก็ถามกลับไปว่าในเมื่อไม่ให้ผมกู้แล้วผมจะผ่อนจ่ายแบ็งค์ยังไง...Ms. Mann ก็ถามว่าตอนนี้คุณหาเงินได้ 1 หมื่นเหรียญไหม..ผมก็ตอบว่าก็มีอยู่ในบัญชี ประมาณ 7 พันแล้วผมก็ถามต่ออีกว่าถ้าผมมีหมื่นหนึ่งแล้วจะต้องทำอย่างไร...Ms. Mann ก็อธิบายว่าให้ผมซื้อ Certificate of Deposits หรือ CD’s หนึ่งหมื่นเหรียญระยะเวลา 1 ปีโดยจะให้ดอกเบี้ยกี่ % ผมจำไม่ได้แล้วให้ผมกู้เงิน 1 หมื่นนั้นโดยเอา CD’s เป็นประกันผมจะจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าที่ผมจะได้รับจาก CD’s 2 %

แล้วผมก็ถึงบางอ้อ..ตกลงที่จะทำตามอย่างที่ Ms. Mann แนะนำถึงแม้ว่ายังแก้ปัญหาให้ผมไปในทันทีไม่ได้ก็ถือว่าเป็นการปูทางไปข้างหน้า..ผมบอก Ms. Mann ว่าอีกสองสามวันผมจะมารอให้เงินเข้าครบหมื่นก่อน..แล้วผมก็ลากลับ..แต่ก็ยังคิดไม่ตกว่าจะหาเงินมาจากไหนหากผลิตไม่ได้ออเดอร์ที่ได้มาก็จะสูญเปล่างานนี้แม่เด็กเขาก็รู้และเป็นทุกข์เป็นร้อนแทนผมเหมือนกันเขาบอกว่าเขาจะลองไปกู้ที่ Credit Union ของ City ดู ตอนนั้นเขาทำงานที่ City Of Houston ผมก็บอกโอเค..ลองดู...หลายวันต่อมาแม่เด็กก็บอกว่ากู้ได้ 5พันเหรียญ

เมื่อผมไปจัดการซื้อ CD’s และทำสัญญาเงินกู้แล้วผมก็จะมีเงินสดอยู่ในมือ 10000เหรียญบวกกับของแม่เด็กอีก5000ก็จะมีในราว 15000เหรียญแต่ผมจะต้องใช้ประมาณ35000เหรียญ...อีกสองอาทิตย์กว่าๆก็คงจะมีลูกค้าทยอยจ่ายมาประมาณ 6-7พันเหรียญผมก็อาจจะมี สองหมื่นกว่าๆ..แต่มันก็ยังไม่พอ...และผมจะต้องกลับเมืองไทยให้เร็วที่สุดเพื่อเร่งการผลิต...
แล้วในที่สุดผมก็ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า...มีเงินติดตัวกลับเมืองไทย25000เหรียญ...ตอนนั่งเครื่องกลับ..ก็คิด...ดิด...คิด...แต่ก็คิดไม่ออก....มาคิดออกว่าจะทำยังเอาเมื่อมาถึงเมืองไทยตอนเข้าห้องน้ำที่สนามบินดอนเมือง...เครื่องบินมาถึงดึกไม่มีเที่ยวบินไปเชียงใหม่..ผมต้องรอถึงเช้าถึงจะมีเครื่องบินต่อไปเชียงใหม่...ก็นั่งหลับๆตื่นๆที่สนามบินนั่นแหละจะออกไปนอนโรงแรมก็เสียเวลาเปล่าๆ....

มาถึงเชียงใหม่ผมก็เข้าไปพูดกับพ่อ..บอกพ่อว่า...ผมกลับเมืองไทยครั้งนี้มีเงินติดมา 500000บาทแต่ต้องใช้ทั้งหมดประมาณ 700000บาทแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะจ่ายทีเดียวหมดคือจะจ่ายเมื่อมีของเข้าพร้อมส่ง....ผมจะเอาเงินนี้ให้พ่อเก็บไว้..แล้วก็ทยอยจ่ายไปตามที่ผมสั่ง..พ่อต้องสำรองไว้ให้ผม 200000เผื่อเหลือเผื่อขาดหากทางเมืองนอกส่งมาเพิ่มเติมให้ไม่ทัน...ผมกำชับพ่อด้วยว่างานครั้งนี้ผมมาทำเพิ่ม 5000ตัวพ่อได้ตัวละ 10 บาทพ่อก็จะได้อีก 50000ซึ่งมันก็อยู่ในงบนี้ด้วย...สรุปแล้วพ่อจะสำรองให้ผมแสนกว่าๆเท่านั้นเองส่วนเปอร์เซ็นต์ของพ่อก็จะได้ช้าหน่อยเท่านั้นเอง.....เมื่อพ่อผมถูกมัดมือชกอย่างนี้ก็ปฎิเสธอะไรไม่ได้อีกอย่างก็คงอยากได้ Draft $25,000.00 ไปเข้าบัญชีพ่อยังจะได้ส่วนต่างที่เป็นเศษสตางค์เช่น $1.00จะแลกได้ 20.50บาทเป็นต้นแต่พ่อจะลงบัญชีให้ผม 20.00บาทถ้วน

เมื่อตกลงกับพ่อได้แล้วผมก็ไปหาเจ๊เจ้าประจำที่ตัดเย็บให้ผมอยู่ผมก็ถามเขาว่าจะรับงานเพิ่มอีก 5000ตัวได้ไหมและให้เสร็จภายใน 1เดือนเจ๊ก็บอกว่าทุกวันนี้ เดือนละ6000ตัวก็หึดขึ้นคอแล้วนะแล้วจะให้ทำอีก 5000ตัวไม่กล้ารับปากกลัวทำให้ไม่ทัน...เจอแบบนี้แล้วผมจะทำยังไงดีหว่าจะจ้างคนอื่นทำเพิ่ม..ก็ต้องเป็นคนที่ไว้ใจกันได้จริงหากทำไม่ดีไม่เหมือนกับที่รับปากไว้ผมก็ต้องตายแน่ๆเลย....ผมก็เลยบอกเจ๊ว่า...ผมจะผลิตเองแต่ผมขอคนมือดีของเจ๊ไปคุมงานคนหนึ่งได้ไหมแล้วก็ให้เจ๊รับภาระแค่จัดหาลายแม้วให้แล้วผมจะสมนาคุณให้บ้าง..เจ๊แกก็ตกลงผมก็เริ่มวางแผนงานทันทีผมก็ไปติดต่อซื้อผ้าที่เดียวกับที่เจ๊ซื้อนั่นแหละผมก็เสนอเขาว่าตอนสั่งผมจะจ่าย 50% ที่เหลือ 60วันเขาก็โอเคเพราะเห็นว่าเจ๊แกก็ทำงานส่งให้ผมและไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงินแต่อย่างใดส่วนพวกด้ายหรืออะไรที่จะใช้ก็ให้ “หมวย “ คนที่ผมขอเจ๊มาช่วยเป็นธุระให้หมด..งานนี้ถ้าเสร็จตามแผนหมวยก็จะมีเงินเป็นแสน(ตัวละ 20บาทเหมือนกับเจ๊ที่ได้รับ)..ผมก็สบายใจขึ้นเมื่องานเดินราบรื่น...

อ้อผมลืมบอกไปว่าก่อนที่ผมจะตัดสินใจเรื่องผลิตเองผมได้บอกถึงปัญหานี้ให้แม่เด็กทราบเขาก็บอกว่าจะให้เขาลางานแล้วมาคุมให้ก็ได้นะลาได้หลายเดือนอยู่ผมก็ตอบตกลง เมื่อทุกอย่างราบรื่นผมก็บอกให้แกซื้อตั๋วเดินทางมาเมืองไทยเลย(เป็นครั้งแรกที่แกเดินทางมาเมืองไทย)แนะนำงานอะไรเสร็จผมจะได้กลับสหรัฐ อีกไม่ถึงอาทิตย์แม่เด็กก็เดินทางมาถึงผมไปรับแกที่สนามบินดอนเมือง พาแกไปเที่ยวที่เมืองโบราณปากน้ำแล้วก็ไปพัทยานอนค้างที่นั่นหนึ่งคืน....รุ่งอีกวันก็กลับเชียงใหม่...

เนื่องจากพวกคนงานเดินทางมาทำงานที่บ้านผมไม่ได้..ผมก็ไปเช่าบ้านหลังหนึ่งให้คนงานตัดเย็บอยู่ที่ไปกลับก็มี หมวยเป็นคนจัดการและคุมทั้งหมดผมให้แม่เด็กไปดูแลด้วยเพราะต้องการให้งานเดินไปตามเป้าหากมีอะไรผิดพลาดจะแก้ไขได้ทัน...ดูแม่เด็กเขาก็ชอบงานนี้อีกอย่าง..ผลไม้..อาหาร..อุดมสมบูรณ์..เขาแค่เดินไปตลาดไปเลือกซื้ออาหารกินวันหนึ่งจ่ายค่าอาหาร 2 -3 ดอลล่าห์ก็เหลือกินแระ(ผมจำไม่ได้ ปี 1983 ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงจานละเท่าไหร่นะ)

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยผมก็เดินทางกลับสหรัฐ..ใช้เวลาอยู่ในเมืองไทยครั้งนี้ประมาณ 3 อาทิตย์....

ตอนที่ 18....กลับถึงสหรัฐ.มีออเดอร์มาเยอะมาก....หลายรายส่งให้ไม่ทันตามที่เขาต้องการเขาก็ Cancel ไปโดยอัตโนมัติ....เผลอตัว..เผลอใจ....
ค้นหา
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2017 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org