• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
กรณีเสื้อเหลืองเสี้อแดง...เขาว่า....

#1
กรณีเสื้อเหลืองเสี้อแดง...เขาว่า....


“ เหลืองแรกเกิดจากความดี ต่อมาถูกเจ๊กลิ้มเอาสีเหลืองมาทำเป็นสีขรี้ หลังจากนั้นบ้านเมืองก็แตกแยกชัดเจน ชาวบ้านทนเห็นสีขรี้กร่างมากไม่ได้ก็เลยตั้งสีแดงขึ้นมา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แต่สีขรี้เป็นเด็กเส้น สี้แดงจึงแรงขึ้นเพราะถูกใส่ไฟ ในที่สุดประชาชนก็พิสูจน์ว่า จะเอารัฐบาลที่สีแดงหนุน ไม่เอารัฐบาลสีขรี้ จากนั้นสีขรี้ก็ค่อยๆเปลี่ยนสี จนตอนนี้บางคนไม่รู้ว่าตัวเองสีเชี่ยไร เพราะสีขรี้ไร้หลักการประชาธิปไตย ชาวบ้านจึงไม่เอาด้วย “ นัยว่าแต่ไปถ้าถูกจ้างหรือกะเกณฑ์มา

และเขายังว่าอีกว่า “ปี 46-48 ทรท.เขาสร้างเสื้อเหลืองและฟ้าขึ้นมากับมือ  เหลืองที่ ทรท. สร้างมานั้นเป็นเหลืองที่จงรักและภักดี” ตามข่าวประกอบในอดีตที่เอามาให้ดูกันท้ายกระทู้...

[Image: maxresdefault.jpg]

ผมจะบอกให้ก็ได้เมื่อก่อนนี้ผมไม่มีอคติใดๆกับสีเหลือง ผมมักจะใส่เสื้อสีตามวันจนกระทั่งเจ๊กลิ้มมาทำอย่างเขาว่ามันจึงทำให้ผมไม่ชอบสีเหลืองกลายเป็นสีที่น่ารังเกียจสำหรับผมไปและใส่สีเหลืองเลยตั้งแต่บัดนั้น เสื้อสีเหลืองมีกี่ตัวๆก็เอาไปทำผ้าเช็ดมือเช็ดตีนหมดเอาไปให้หมานอนก็มีร้านรวงไหนๆที่แสดงตัวเป็นเหลืองผมจะไม่เข้าและจะไม่ไปใช้บริการยิ่งพวก “สลิ่ม “ ด้วยแล้วผมทำตัวห่างเลยไม่ไปสนทนาวิสาสะด้วยแบบหลีกได้หลีกนั่นแหละ...

มา ณ วันนี้เขาก็พยายาจะเอา “สีขรี้” มาแบ่งแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายประชาชนอีกผมก็ได้แต่สมเพชเวทนาว่าแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่ประชาชนจะปรองดองกันได้ยิ่งพวกศักดินาทหารอำมาตย์ออกมาทำตัวข่มขู่แบ่งแยกชัดเจนอย่างนี้บ้านเมืองจะไม่มีทางสงบแน่..

สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือในที่สุดฝ่ายประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกดขี่ที่มีอยู่เกือบทั้งประเทศจะรวมตัวกันลุกขึ้นสู้...และจะสู้ไปจนกว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตยและมีสิทธิทางสังคมเท่าเทียมกันซึงจะทำได้ก็ต้องรวมตัวกัน “ปลดแอก “ เท่านั้นที่มันยังไม่สะเด็ดตอนนี้ก็เพราะมันยังมีพวกที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้เพื่อส่วนตนอยู่แต่คนที่เห็นแก่ส่วนรวมก็ได้ประกาศตัวออกมาสู้แบบยอมตายถวายชีวิตแล้ว...

กฎหมายไหนที่ไม่เป็นธรรม...ก็ต้องล้มเลิกล้มล้างมันออกไป...ช่วยๆกันคิด ช่วยๆกันทำ..เมื่อบ้านเมืองมันเข้ารูปเข้ารอยกำจัดเห็บเหลือบมะเร็งร้ายให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินแล้วก็มาร่วมมือกันพัฒนาประเทศสืบไป

มันก็เป็นความหวังของผมที่จะเห็นมันจบในรุ่นเรา...และจะสนับสนุนทุกทางที่ผมจะสามารถทำได้....

เผด็จการทหารอำมาตย์จงพินาศ  ประชาราษฎร์จงเจริญ !
 
เชิญอ่าน ข่าวประกอบครับ :

สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี

2 ธันวาคม 2546

วันนี้ (วันอังคารที่ 2 ธันวาคม 2546) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี
 
เรื่อง ผลการจัดงานมหกรรมรวมพลังสร้างสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 "รวมพลคนเสื้อเหลือง"
 
คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการจัดงานมหกรรมพลังสร้างสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 "รวมพลคนเสื้อเหลือง" ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ดังนี้
 
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2545 ชื่อของประเทศไทยได้ถูกบันทึกลงในกินเนสบุ๊คในเรื่องของการรวมพลังประชาชนออกกำลังกายได้สูงสุดถึง 46,824 คน และใช้เวลาออกกำลังกายนานที่สุดถึง 61 นาที ทำลายสถิติโลก ในงานมหกรรมรวมพลังสร้างสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร
 
งานมหกรรมในครั้งนั้น เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของการสร้างสุขภาพ และเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 27 พฤศจิกายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงสาธารณสุขเป็นวัน "สร้างสุขภาพแห่งชาติ และสนับสนุนให้ประชาชนที่ออกกำลังกายรวมตัวกันตั้งเป็น "ชมรมสร้างสุขภาพ" ปรากฏว่าปัจจุบันมีชมรมสร้างสุขภาพที่มีการออกกำลังกายเป็นกิจกรรมของชมรม เพิ่มขึ้นจาก 10,638 ชมรม เป็น 35,184 ชมรม และมีผู้ออกกำลังกายเพิ่มขึ้นจาก 11.5 ล้านคน เป็น 25.2 ล้านคน
 
เนื่องในวันสร้างสุขภาพแห่งชาติ ปี 2546 ที่เวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุข จึงได้จัดงานมหกรรมรวมพลังสร้างสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2546 ณ ท้องสนามหลวงอีกครั้งภายใต้ชื่องาน "รวมพลคนเสื้อเหลือง" การจัดงานในวันนั้นนับได้ว่าเป็นมหกรรมการสร้างกระแสการออกกำลังกายที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เพราะปรากฏว่ามีผู้ร่วมออกกำลังกาย ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ถึง 70,986 คน และพร้อมกันในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศอีก 8,590,103 คน รวมผู้ออกกำลังกายทั่วประเทศถึง 8,661,089 คน มากกว่าที่กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งเป้าหมายไว้ จำนวน 2 ล้านคนถึง 4 เท่า และสูงเป็น 40 เท่า ของจำนวนผู้ออกกำลังกายเมื่อปีที่แล้วที่มีจำนวน 266,824 คน
 
จากการประเมินผลการจัดงานมหกรรมรวมพลังสร้างสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร พบว่าประชาชนที่มาร่วมงานร้อยละ 81.8 มีภูมิลำเนาในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 90.5 สนใจมาร่วมงานเอง ร้อยละ 92.7 ออกกำลังกายเป็นประจำ ร้อยละ 74.3 คิดว่าสามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ปฏิบัติในการดูแลสุขภาพได้มาก ร้อยละ 87.6 คิดว่าการจัดงานเช่นนี้จะทำให้ประชาชนมีการออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น และร้อยละ 83.9 คิดว่าการจัดงานมีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมชมรมสร้างสุขภาพ
 
ความสำเร็จอย่างเกินความคาดหมายดังกล่าวข้างต้น กระทรวงสาธารณสุขจะได้ถือโอกาสขยายผลโดยตั้งเป้าหมายที่จะให้ปี 2547 มีผู้ออกกำลังกายทั้งสิ้น 33 ล้านคน รวมทั้งขยายงานสร้างสุขภาพตามนโยบายและนายกรัฐมนตรี ในด้านอาหารปลอดภัย มีคุณค่า และการส่งเสริมสุขภาพด้านอารมณ์ โดยมีชมรมสร้างสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น และประชาชนที่มาร่วมออกกำลังกายทั่วประเทศครั้งนี้ เป็นฐานในการดำเนินงานต่อไป รวมทั้งที่สำคัญส่งผลให้ประเทศไทยได้รับเกียรติจากองค์การอนามัยโลกคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมส่งเสริมสุขภาพแห่งโลก ครั้งที่ 6 ที่กรุงเทพมหานคร ในปี 2548 ด้วย
 
ที่มา สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2021 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org