• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
Next...“Civil disobedience “หรือ “อารยะขัดขืน” is a must !

#1
Next...“Civil disobedience “หรือ “อารยะขัดขืน” is a must !

 

 

เมื่อยื่นเงื่อนไข 3 ข้อให้รัฐบาลไปแล้วแต่กลับเพิกเฉยต่อไปก็ต้องใช้วิธี “อารยะขัดขืน”หรือ “Civil disobedience “



 [Image: 1384487489-CivilDisob-o.png]





ซึ่งความหมายของมันก็คือการดื้อแพ่งหรือการขัดขืนอย่างสงบอย่างในอดีตที่มีการใช้วิธีนี้อย่างได้ผลมาแล้วเช่นการต่อต้านประเทศอังกฤษในอินเดีย การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้รวมทั้งการเคลื่อนไหวด้านสิทธิของพลเมืองในอเมริกาและในยุโรปรวมถึงประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย







แล้วเราจะสร้างความเคลื่อนไหวทางสังคมที่จะให้มันประสบความสำเร็จได้อย่างไรในเมื่อ “ไล่ปายุด” ด้วยพลังประชาชนเป็นหมื่นเป็นแสนก็ยังดื้อด้านประกาศไม่ออกแถมท้าทายด้วยว่ายังไงก็ไม่ออก







อันนี้พวกเราก็จะต้องช่วยกันคิดหาวิธีที่คนหมู่มากจะร่วมมือร่วมใจนัดหมายทำพร้อมๆกันทั่วประเทศเพราะ ...ถ้าหากรัฐบาลเป็นอัมพาตการบริหารประเทศก็ไปต่อไม่ได้...

 

แล้วมันมีอะไรบ้างที่จะทำให้รัฐบาลเป็นอัมพาตได้อย่างที่อารยะประเทศอื่นๆเขาได้ทำมาแล้วเช่นการที่จะต่อสู้กับรัฐบาลนั้นประชาชนไม่จำเป็นต้องต่อสู้ทางกายภาพ แต่ประชาชนจะต้องไม่ให้การสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่ก็แสดงออกถึงการดื้อแพ่งโดยผู้ขัดขืนอาจเลือกที่จะฝ่าฝืนกฎหมายใดเป็นการเฉพาะ เช่น กีดขวางทางสัญจรอย่างสงบ หรือเข้ายึดครองสถานที่อย่างผิดกฎหมาย ผู้ประท้วงกระทำการจลาจลอย่างสันติเหล่านี้ โดยคาดหวังว่าพวกตนจะถูกจับกุม หรือกระทั่งถูกทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่ ผู้ประท้วงมักจะต้องมีการนัดแนะล่วงหน้า ว่าควรจะตอบสนองการจับกุมหรือทำร้ายร่างกายอย่างไร และจะขัดขืนอย่างเงียบ ๆ หรือไม่รุนแรง โดยไม่คุกคามเจ้าหน้าที่อย่างที่เด็กนักศึกษาไม่กลัวแม้กระทั่งการประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงจนฝ่ายรัฐบาลเองยังต้องประกาศยกเลิก







การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงที่จะสำเร็จลุล่วงไปได้สมประสงค์ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยสโลแกนที่สวยหรู แต่ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างที่นักเรียนนิสิตและนักศึกษากำลังเรียกร้อง 3 ข้อให้รัฐบาลปฎิบัติตามเพราะมันเป็นตัวปัญหาจริงๆ ดังนั้นการเรียกร้องจะต้องให้มันชัดเจนว่าจุดยืนเราคืออะไรและต้องการที่จะอยู่ตรงไหน 







หนทางที่จะไปสู่ชัยชนะไม่ใช่การสร้างแนวร่วมผ่านสิ่งที่น่าอึดอัดใจ แต่ต้องเป็นการอธิบายถึงคุณค่าและผลที่จะตามมาด้วยความด้วยความชัดเจนเช่นการที่ประยุทธ์อยู่มาเกือบ 7 ปีประเทศชาติก็ยังไปไม่ถึงไหนแถมถอยหลังลงคลองด้วยรัฐธรรมนูญฉบับปี 60ที่เอื้อผลประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องทั้งทางกฎหมายและเศรษฐกิจอย่างที่เห็นๆกันดังนั้นใครจะอยู่ใครจะไปก็มาจากผลที่ตัวเองได้กระทำลงไปหาใช่ใครทำให้ไม่







สรุปนอกจาการชุมนุมใหญ่แล้วจะต้องช่วยกันคิดหาวิธีการที่จะอารยะขัดขืนอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศโดยไม่ผิดกฎหมายด้วยถึงจะผิดก็ผิดเพราะเราต้องการอย่างนั้นมันจะจับคนหมู่มากเข้าคุกทั้งหมดนั้นมันเป็นไปไม่ได้...







เมื่อผู้มีอำนาจโจมตีกลับด้วยความรุนแรงและการกดขี่ พวกเขาจะต้องถูกเปิดเผย เราเรียนรู้สิ่งนี้ได้จากคานธีและเควกเกอร์จาก โรซ่า พาร์ค และ เนลสัน แมนดาลาและจากการนัดหยุดเรียนของเกรียตาเพื่อภูมิอากาศเมื่อวันที่ 20-27 กันยายน 2562  มีนักกิจกรรมเยาวชน 7.6 ล้านคนใน 185 ประเทศพร้อมทั้งสหภาพการค้า 73แห่งและธุรกิจอีก 3000แห่งเข้าร่วมในการนัดหยุดเรียนครั้งนั้นมันแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เนื่องจากประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดน้อยลง สารพิษ รวมไปถึงวิกฤตในระบบนิเวศโดยรวมซึ่งมันผิดกับประเทศไทยที่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชนชนที่รักประชาธิปไตยต่างเห็นพ้องและรู้ว่าอะไรมันคือปัญหาของประเทศที่มันต้องตกมาอยู่ในภาวะอย่างนี้แล้วเจ้าตัวปัญหายังมีหน้ามาถามว่า “ผมผิดอะไร “





ไม่ไล่...ไม่เปลี่ยนแปลง.....เราก็จะต้องอยู่อย่างทาส...

 

ก็ลองเอาไปคิดกันดู....

 

เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ !
 
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2020 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org