• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
ประชาธิปไตย+อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาจากไหน เกิดเมื่อไร ใครกำหนด

#1
ประชาธิปไตย+อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาจากไหน เกิดเมื่อไร ใครกำหนด

คุยกับธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ย้อนรอยที่มาของระบอบการปกครองไทยที่เราได้ยินกันตั้งแต่เล็กจนโต อยู่ในแบบเรียนทุกเล่ม รัฐธรรมนูญ (ไม่ทุกฉบับ) รู้หรือไม่ว่ามันไม่ได้มีมาแต่แรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง หากเป็นการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างอำนาจ “เก่า” และอำนาจ “ใหม่” สะท้อนผ่านถ้อยคำหรือชื่อของระบอบการปกครอง หากเข้าใจคำนี้ได้ก็จะเข้าใจการเมืองไทยตลอด 87 ปีที่ผ่านมา

[Image: 48665224701_4b6c0a551e_b.jpg]

  • "ประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" เป็นชื่อระบอบการปกครองของไทยที่ไม่ได้มีขึ้นหลังคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองทันที แต่มีขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2492 หลังการรัฐประหารโดยคณะทหาร ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายนิยมเจ้าเมื่อ พ.ศ. 2490
  • ตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยไทย เป็นที่ถกเถียงกันตั้งแต่ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองตามกระแสความเปลี่ยนแปลงที่มาจากต่างประเทศ
  • หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมีการต่อสู้กันเรื่องตำแหน่งแห่งที่ดังกล่าว ว่าพระมหากษัตริย์จะเป็นประมุข "ใต้" หรือ "ตาม" รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ท่ามกลางบริบทร้อนระอุทั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามเย็น เรื่อยมาถึงการเสด็จสวรรคตของในหลวง ร.8
  • รัฐประหาร 2490 เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พระราชอำนาจ บทบาท และการรับรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์สูงขึ้นเรื่อยๆ ผ่านกฎหมาย พระราชกรณียกิจและงานประวัติศาสตร์ ในขณะที่การรับรู้เกี่ยวกับคณะราษฎรค่อยๆ ถูกเปลี่ยนให้เป็นเผด็จการและผู้ชิงสุกก่อนห่ามบ้าง วาทกรรม "ล้มเจ้า" ก็ค่อยๆ ถูกก่อรูปก่อร่างขึ้นมา และการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ก็กลายเป็นข้ออ้างที่คณะรัฐประหารใช้ในการก่อรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง

    หากถามว่าประเทศเราปกครองด้วยระบอบอะไร คุณจะตอบว่า .....

    “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” น่าจะเป็นคำตอบของทุกผู้ทุกนาม

    คำถามคือ ชื่อระบอบนี้เป็นสิ่งที่เป็นมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ใช่หรือไม่ คนจำนวนมากน่าจะตอบว่า “ใช่” แม้ว่าที่จริงแล้วคือ “ไม่”

    คำคำนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง มันเพิ่งเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญไม่กี่ฉบับหลังกลุ่มอนุรักษ์นิยมครองอำนาจ และคำอธิบายที่ดูจะเน้นส่วนหลังของประโยคมากกว่าส่วนหน้าก็เพิ่งผลิตมาตอกย้ำซ้ำๆ เมื่อยี่สิบสามสิบปีนี้เอง

    ที่แปลกคือ ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยและมีกษัตริย์เป็นประมุขที่มีอยู่ราว 37 ประเทศทั่วโลก (ในจำนวนนั้น 16 ประเทศเป็นเครือจักรภพ ที่มา:Times of India) เช่น อังกฤษ สวีเดน เบลเยี่ยม ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฯลฯ ทั้งหมดเรียกขานระบอบของประเทศตัวเองว่า “ประชาธิปไตย” โดยไม่มีสร้อยพ่วงท้ายเหมือนเรา


    สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยอธิบายไว้สมัยเป็นคอลัมนิสต์ที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ปี 2539 ว่า ชนชั้นนำตั้งใจเรียกขานระบอบนี้เพื่อสื่อความหมายว่า มันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย (เฉยๆ) ที่ประมุขแห่งรัฐบังเอิญเป็นกษัตริย์ แต่เป็นระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบการปกครองอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไป ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็คือ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ที่มีพยายามผลักดันขึ้นสมัยสฤษดิ์

    “แบบไทยๆ” นี้เป็นแบบไหน เส้นทางการแย่งชิงความหมาย แย่งชิงอำนาจนำ ระหว่างอำนาจเก่าและอำนาจใหม่ฝุ่นตลบขนาดไหน ประชาไทพาไปคุยกับ ผศ.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพื่อที่อย่างน้อยจะได้เห็นว่าคำนี้เป็นประดิษฐกรรมใหม่ทางการเมืองที่เพิ่งเกิดขึ้น และการแย่งชิงการนำนั้นยังดำเนินอยู่...เบื้องหน้าท่านทั้งหลาย

    อุ่นเครื่อง-เมื่อทั่วโลกขบคิดเรื่องการจัดวางสถาบันกษัตริย์

    หลากหลายไอเดีย มีหรือไม่มีสถาบันกษัตริย์“

    สถาบันพระมหากษัตริย์คือสถาบันที่มีพัฒนาการมาเก่าแก่ยาวนาน ในทางปรัชญาและระบบการเมืองก็พูดคุยถึงการปกครองระบอบที่ดี การมีกษัตริย์ที่ดีและการมีสังคมที่ดีมันสัมพันธ์กัน ถ้าไปดูยุคกรีกโรมันเขาก็คุยกันเรื่องนี้ทั้งนั้น แม้แต่ในจีนโบราณก็คุยกันว่าจะได้จักรพรรดิที่ดีอย่างไร พอเข้าสู่ยุคใหม่ก็มีปัญหาว่า บุคคลก็มีความคิด มีความแตกต่างกันไปตามเจเนอเรชั่น ตามเงื่อนไขต่างๆ เลยเกิดการสร้างระบอบทางการเมืองที่มั่นคงกว่าตัวบุคคลขึ้นมา ผมคิดว่าตรงนี้คือระบอบประชาธิปไตยได้ขึ้นมาท้าทายการปกครองในแบบราชาธิปไตย

    ”ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ธำรงศักดิ์เริ่มเท้าความไปถึงทางเลือกในการปกครองที่เติบโตผ่านกาลเวลา แนวคิดประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ในสมการด้วยเป็นที่ถกเถียงกันในโลกตะวันตกมานานแล้ว การปฏิวัติฝรั่งเศสที่นำมาสู่การจบชีวิตทางการเมืองและชีวิตจริงๆ ของกษัตริย์สร้างความวิตกกังวลให้ประเทศที่ยังเป็นระบอบราชาธิปไตยและสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่หลงเหลือทั่วยุโรป ส่งต่อกันเป็นทอดๆ มาจนถึงชนชั้นสูงของไทย ระบอบการเมืองการปกครองในรัสเซีย ญี่ปุ่น อังกฤษ เริ่มมีการศึกษาหรือปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น

    ธำรงศักดิ์เล่าว่า โมเดลประชาธิปไตยแบบหลักๆ ที่พูดถึงกันในสมัย ร.6-ร.7 จนกระทั่งถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง หมุนวนอยู่กับประชาธิปไตยที่ยังมีพระมหากษัตริย์อยู่

    “ในความรับรู้ของสังคมไทย ประชาธิปไตยมีสองแบบ หนึ่ง แบบอังกฤษที่ยังคงรักษาสถานภาพของกษัตริย์ไว้ กระบวนการของอังกฤษผ่านการต่อสู้ยาวนาน 700-800 ปีกว่าสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นอำนาจที่สำคัญที่สุด แต่ก็ยังมีสถาบันกษัตริย์เป็น Head of State (ประมุขแห่งรัฐ) ในขณะที่การปฏิวัติอเมริกาและต่อมาคือปฏิวัติฝรั่งเศส ได้สร้างประชาธิปไตยเป็นแบบสาธารณรัฐที่มีประมุขจากการเลือกตั้ง ดังนั้นชุดความรู้ประชาธิปไตยในสังคมไทยจึงมีว่า จะเป็นประชาธิปไตยแบบอังกฤษหรืออเมริกา กบฏยังเติร์กหรือกบฏหมอเหล็งสมัยต้นรัชกาลที่ 6 ก็คุยกันว่าเราควรจะเดินทางไหนระหว่างประชาธิปไตยแบบอังกฤษกับอเมริกา ความคิดนี้มีแน่ แต่เสียงของฝ่ายทหารยังเติร์กมีแนวโน้มไปทางประชาธิปไตยแบบอังกฤษ”

    “เพราะสังคมไทยมีความสืบเนื่องของสถาบันกษัตริย์มานาน กลุ่มผู้นำที่ต้องการเปลี่ยนแปลงจึงต้องตระหนักเสมอว่าการที่จะล้มเลิกสถาบันบางสถาบันลงอาจส่งผลถึงความวุ่นวายทางสังคมการเมืองได้ เราจะเห็นว่ากรณีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจคือของฝรั่งเศสที่อีกร้อยปีถึงจะลงตัวเพราะมีการต่อสู้ ดึงไปดึงมาตลอดเวลา”

    “จากพวกยังเติร์กสมัยรัชกาลที่ 6 อีก 20 ปีต่อมาเป็นปฏิวัติ 2475 ของคณะราษฎร คนกลุ่มนี้เลือกตั้งแต่ก่อตั้งคณะขึ้นมาก่อนปฏิวัติ 5 ปีว่าจะเลือกประชาธิปไตยแบบอังกฤษ สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตลอดมา คือ ชนชั้นนำรุ่นใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงตระหนักดีว่าไม่ได้ต้องการทำให้เกิดภาวะการต่อสู้เข่นฆ่านองเลือด เพราะยังมีเส้นทางที่จะเลือก เขาจึงเลือกในแบบที่ญี่ปุ่นเลือก”


    ธำรงศักดิ์พูดถึงการเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองของญี่ปุ่นในสมัยเมจิที่จักรพรรดิรวบอำนาจจากขุนศึกที่กระจายตัวอยู่ทั่วดินแดนในช่วงศตวรรษที่ 19 หลังจากไม่มีอำนาจในทางพระเดชและถูกใช้เป็นตรายางเพื่อความชอบธรรมของขุนศึกที่ขึ้นเป็นใหญ่มายาวนานหลายศตวรรษ ใน ค.ศ. 1868 ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของจักรพรรดิ ในช่วงเวลานั้น ญี่ปุ่นพัฒนาตัวเองขึ้นจนเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค ก่อนสิ้นสุดความรุ่งเรืองเมื่อแพ้สงครามโลกครั้งที่2

     “ญี่ปุ่นเป็นตัวแบบของสังคมไทยเลย เพราะสามารถนำพาตัวเองไปสู่ความเปลี่ยนแปลงจากระบบศักดินา ระบบซามูไรเข้าสู่โลกสมัยใหม่ด้วยการเลือกประชาธิปไตยแบบอังกฤษที่ยังคงมีจักรพรรดิอยู่ มันมีอิทธิพลต่อกลุ่มชนชั้นนำรุ่นใหม่ของไทยมากทั้งทหารและพลเรือน เพราะประสบความสำเร็จจากการถูกบังคับให้เปิดประเทศพร้อมๆ กับไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่กลายเป็นมหาอำนาจของโลกได้ใน 30-40 ปีต่อมา แม้แต่คณะเจ้านายที่เสนอให้รัชกาลที่ 5 ปรับปรุงระบอบการปกครองที่เรียกว่า รศ. 103 ก็มีคำอธิบายอย่างหนึ่งคือ ดูตัวอย่างของญี่ปุ่นสิ”

-ยกที่หนึ่ง-

ชักเย่ออำนาจ สลับกันรัฐประหาร

ประมุข ‘ใต้’ หรือ ‘ตาม’ รัฐธรรมนูญ คำเชื่อมคำเดียวสะท้อนอำนาจนำ

สมการหลังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมีตัวตั้งว่าจะยังมีพระมหากษัตริย์อยู่ แต่ปัญหาคือ บทบาท อำนาจ ของกษัตริย์ในระบอบใหม่จะอยู่ตรงไหน
เรื่องนี้สะท้อนผ่านการใช้คำในรัฐธรรมนูญยุคแรกเริ่ม ระหว่างคำว่า ราชาธิปไตย “ใต้” หรือ “ตาม” รัฐธรรมนูญ (สังเกตว่ายุคแรกยังไม่ใช้คำว่า ประชาธิปไตย) การต่อรองในคำบุพบทนี้มีบันทึกในราชหัตถเลขาของ ร.7 ต่อการยึดอำนาจของคณะราษฎรเมื่อปี 2475 ว่าพระองค์ทรงยอมเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ‘ตาม’ รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ ‘ใต้’ รัฐธรรมนูญ

[Image: 29196142028_7a6f90dfd7_o.jpg]

การประชุมรัฐสภา สมัยรัฐบาล พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา
ภาพถ่ายราว พ.ศ. 2480 ที่มา: รัฐสภาไทย/
Wikipedia (Public Domain)


“ตอนแรกเขาใช้คำว่า ราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ กษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ นี่คือคำของคณะราษฎร แปลมาจากคำว่า constitutional monarchy ซึ่งเป็นไปตามศัพท์ที่ใช้กันในอังกฤษ ดังนั้นศัพท์ที่ใช้ในอังกฤษก็คือมีองค์พระมหากษัตริย์แน่ๆ แต่องค์พระมหากษัตริย์ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญคือไม่ทรงมีพระราชอำนาจอะไรที่เป็นของพระองค์ที่ออกนอกขอบเขต เมื่อคณะราษฎรนำมาใช้จึงแปลคำนี้เป็น ราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดรับกับภาพที่เห็นในการปกครองของอังกฤษ”

“การใช้คำว่า ‘ใต้’ มีความหมายว่าคณะราษฎรทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็น Head of State ที่มีสถานะจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ในแบบอังกฤษ แต่ฝ่ายระบอบเก่าต้องการที่จะแปลงสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้อยู่ในเสื้อคลุมของประชาธิปไตย ทำอย่างไรให้คงมีอำนาจในรูปลักษณ์ใหม่ ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงสามารถเป็นได้ทั้งเนื้อหา หรือเป็นเสื้อคลุมที่ใช้ตกแต่งเรือนร่างอย่างไรก็ได้” ธำรงศักดิ์กล่าว

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองดูเหมือนอำนาจของสามัญชนจะมีมาก (และมากกว่ายุคปัจจุบัน?) โดยผ่านตัวแทนคือ สภาผู้แทนราษฎร เช่น มีการกำหนดว่า อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน หรือการบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรคือผู้วินิจฉัยคดีอาชญาซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ต้องหา เนื่องจากศาลยุติธรรมไม่มีสิทธิรับฟ้องและวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว (ส่วนนี้อยู่ในมาตรา 6 หมวด 2 ว่าด้วยกษัตริย์ ของ พ.ร.บ. การปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เพียงครั้งเดียว)  หรือสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงมติกฎหมายท้ายสุด แม้กษัตริย์จะมีพระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย หรือการที่สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้รับรองรัชทายาทสืบสันตติวงศ์ต่อจากพระราชวินิจฉัยและกฎมณเฑียรบาลอีกทีหนึ่ง

แน่นอนว่า เส้นทางสายนี้ไม่มีทางราบรื่น การต่อสู้แย่งชิงอำนาจปรากฏอยู่ตลอดเวลา

รัฐประหาร 3 ครั้งใน 7 เดือน การชักเย่ออำนาจของสองฝ่าย

“การต่อสู้ในช่วงหลัง 2475 มีการรัฐประหารต่อเนื่อง 3 ครั้งภายใน 7 เดือน คือ หนึ่ง รัฐประหารของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เมื่อ 1 เมษายน 2476 ต่อมาอีก 81 วัน เป็นการรัฐประหารของคณะราษฎรเมื่อ 20 มิถุนายน 2476 ต่อมาอีก 3 เดือนเป็นการรัฐประหารของการกู้บ้านกู้เมืองของพระองค์เจ้าบวรเดชที่ได้กลายเป็นฝ่ายแพ้”

ธำรงศักดิ์ อธิบายว่า เหตุที่ต้องรัฐประหารถึง 3 ครั้งก็เพราะต่อสู้เรื่อง ใต้’ หรือ ‘ตาม’ รัฐธรรมนูญ นี่เอง การรัฐประหารของพระยามโนฯ เป้าหมายที่สำคัญก็คือ

1.กำจัดคณะราษฎรปีกพลเรือนออกจากอำนาจของรัฐบาลและสภา เพราะปีกพลเรือนเหล่านี้กลายเป็นมันสมองและคุมกลไกของสภา คณะราษฎรวางกลไกให้สภามีอำนาจในการควบคุมรัฐบาล มีอำนาจที่จะไล่ตรวจสอบหรือกำจัดข้าราชการประจำออกได้ทุกหน่วยงาน แม้แต่ผู้พิพากษา สภาก็สามารถตรวจสอบและให้ออกจากข้าราชการได้

2.รัฐบาลสามารถจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมก็ได้ หรือจัดการเลือกตั้งให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจอันสืบเนื่องของรัฐบาลก็ได้ สิ่งที่พระยามโนฯ ต้องการทำก็คือ ควบคุมการเลือกตั้งและจัดการเลือกตั้งให้เขาสืบทอดอำนาจต่อได้

3.พระยามโนฯ ต้องการแต่งตั้งคนอีกกลุ่มหนึ่งของสภาเพื่อเป็นฐานในการสนับสนุนรัฐบาลเพื่อจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงบางมาตราเท่านั้นแล้วทำให้อำนาจกลายเป็นของใครก็ได้

“ด้วยเหตุนี้คณะราษฎรสายทหารจึงรัฐประหารกลับ เพื่อยืนยันว่าคณะราษฎรเอารัฐธรรมนูญตามที่ตนเองสร้างขึ้น คือรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ซึ่งคือฉบับวันที่ 27 มิถุนายน ส่วนฉบับที่ 2 คือ 10 ธันวาคมนั้นมันต่อเนื่องกัน คณะราษฎรยืนยันเอารัฐธรรมนูญแบบเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง นี่คือการรัฐประหารกลับ”

“อีก 3 เดือนต่อมาก็มีรัฐประหารที่นำโดยอดีตเสนาบดีกลาโหมของ ร.7 คือพระองค์เจ้าบวรเดช ใช้กำลังล้อมกรุงเทพฯ บังคับให้รัฐบาลลาออก เป้าหมายที่ชัดเจนก็คือให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกสภาครึ่งหนึ่งเป็นการชี้ชัดเลยนะ การแต่งตั้งสมาชิกสภาครึ่งหนึ่งก็เท่ากับว่าท่านมีอำนาจ 50 % ท่านดึงคนอีกไม่กี่คนท่านก็เป็นฝ่ายที่มีอำนาจเสียงข้างมากแล้ว นี่ไงคือการต่อสู้ว่าอำนาจตามรัฐธรรมนูญเป็นของใครกันแน่”
“ดังนั้นปีที่ 2 ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งมีรัฐประหาร 3 ครั้งจึงมีความหมายมาก และการพ่ายแพ้ของฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมือง (พระองค์เจ้าบวรเดช) จึงทำให้ระบอบเก่าต้องถอยร่น เป็นการพ่ายแพ้ทางการรบ และทำให้ฝ่ายคณะราษฎรสถาปนาระบอบใหม่ขึ้นมาได้ แต่สถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2”

มีต่อ....
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
-ยกที่สอง-
การกลับมาของทหารและกษัตริย์ในการเมือง

รัฐประหาร 2490: ต้นกำเนิด “ประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การขยายอิทธิพลของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นและแนวคิดคอมมิวนิสต์กลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเอกราชและโครงสร้างการเมืองของไทย ภัยคุกคามทำให้กองทัพมีแสนยานุภาพและบทบาทมากขึ้น กระบวนการประชาธิปไตยอย่างการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยตรงทั้งสภาที่กำหนดจะให้เกิดขึ้นภายในปี 2485 ก็มีอันต้องเลื่อนออกไปเป็นปี 2495  (หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งแรกยังไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง อ่านเพิ่มเติมที่นี่)
เมื่อผสมกับผลสะเทือนจากกรณีสวรรคตของ ร.8 ที่มีกระแสความเคลือบแคลงสงสัยว่าใครเป็นคนทำก็นำไปสู่การรัฐประหารของฝ่ายทหารและฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีทั้งขุนนางและฝ่ายนิยมเจ้า นั่นคือ รัฐประหารในปี 2490 นักประวัติศาสตร์หลายคนถือว่า นี่เป็นจุดสิ้นสุดของโมเดลประชาธิปไตยคณะราษฎร และเป็นจุดเริ่มต้นในการเพิ่มพูนพระราชอำนาจกษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
การรัฐประหารที่สำเร็จอย่างเบ็ดเสร็จครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 8 พ.ย. 2490 คณะทหารที่เรียกตัวเองว่า “กองบัญชาการทหารแห่งประเทศไทย” นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม   ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์โดยให้เหตุผลว่าทำการรัฐประหารเพื่อประเทศชาติ ล้มรัฐบาลเพื่อสถาปนารัฐบาลใหม่ที่เทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ทั้งยังต้องการเชิดชูเกียรติทหารที่ถูกเหยียบย่ำทำลาย  แก้ไของค์กรการปกครองให้ดีขึ้นเพื่อหาผู้ร้ายลอบปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์และกำจัดลัทธิคอมมิวนิสต์”  (อ้างอิง)
รัฐประหารครั้งนี้ตามมาด้วยการกวาดล้างจับกุมปีกคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนและฝ่ายเสรีไทยที่นำโดยปรีดี พนมยงค์ แม้จอมพล ป.เป็นผู้นำรัฐประหารที่ร่วมคณะราษฎรด้วย แต่คณะทหารที่มีอำนาจแท้จริงนั้นไม่เกี่ยวพันกับการปฏิวัติ 2475 และคณะราษฎรแล้ว
หลังจากนั้นมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2492 และเป็นครั้งแรกที่ปรากฏคำว่า “ประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” อยู่ในมาตรา 2 นอกจากนั้นยังมีการใส่ข้อความว่า “ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และ “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” อยู่ในมาตรา 5 และ 6 ตามลำดับ รวมถึงการรื้อฟื้นราชพิธีหลวงบางอย่างเพื่อส่งเสริมพระเกียรติในหลวง ร.9 ด้วย
รัฐธรรมนูญ 2492 นำมาซึ่งการมีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งเป็นสภาสูง มีองคมนตรี การสร้างกลไกทางการเมืองทั้งหลายเหล่านี้ทำให้ธำรงศักดิ์มองว่าการรัฐประหาร 2490 เป็นหมุดหมายที่สำคัญมากต่อการเมืองไทยจากการรัฐประหารทั้งหมด 13 ครั้ง ไม่นับรวมกบฏต่างๆ (รัฐประหารไม่สำเร็จ เรียก กบฏ)
“ความล้มเหลวในการทำรัฐประหารของกบฎบวรเดช ทำให้ความพยายามฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นสถาบันพระมหากษัตริย์จึงต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ จนถึงการรัฐประหารปี 2490 ที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ในกรอบของรัฐธรรมนูญขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เพราะรัฐประหารปี 2490 มีการออกแบบรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2490 ให้มีองค์กรทางการเมืองหนึ่งขึ้นมาคือ อภิรัฐมนตรี เป็นองค์กรที่เป็นผู้แทนของพระมหากษัตริย์ในการทำอะไรต่างๆ” ธำรงศักดิ์กล่าว

[Image: 44679828010_0c4d5bfe47_b.jpg]

อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรืออนุสาวรีย์ปราบกบฏ ตั้งขึ้นหลังชัยชนะของรัฐบาลเหนือกบฏบวรเดช ตั้งอยู่บริเวณวงเวียนหลักสี่ และถูกถอนออกไปเมื่อ ธ.ค. 2561 และไม่พบเห็นอีกเลย (ที่มาภาพ: เพจ ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรสยาม


"เมื่อกล่าวถึงชื่อ อภิรัฐมนตรี ทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือการย้อนกลับไปสู่ยุคต้นสมัยรัชกาลที่ 7 เพราะเมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ คณะอภิรัฐมนตรีซึ่งเป็นคณะเจ้านายชั้นผู้ใหญ่อาวุโสก็ถูกจัดตั้งแต่งตั้งขึ้นทันทีในวันแรกๆ"

“เมื่อมาเป็นรัฐธรรมนูญปี 2492 จึงเปลี่ยนจากการมีอภิรัฐมนตรีมาเป็นองคมนตรี คำว่า ‘องคมนตรี’ ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ดังนั้นเมื่อมีรัฐธรรมนูญ 2492 มันก็คือการเอาระบอบเดิมกลับเข้ามาอยู่ในรัฐธรรมนูญ รัฐประหารปี 2490 ผลของมันด้านหนึ่งคือการยอมรับสิ่งที่คณะราษฎรสร้างไว้คือการมีรัฐธรรมนูญ แต่กลับเขี่ยคณะราษฎรออกไปแล้วเอาสิ่งที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับเข้ามาใหม่ นอกจากนี้ยังมีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งเป็นฐานให้กับรัฐบาลทหาร” ธำรงศักดิ์สรุป
เป็นเรื่องขำขื่นพอสมควร เมื่อการรัฐประหาร 2490 เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างฐานคิดการเมืองใหม่ที่มองคณะราษฎรเป็นจุดกำเนิดของระบอบเผด็จการทหารไทย ตำแหน่งแห่งที่ของพระราชอำนาจภายใต้แนวคิดประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็เลื่อนไหลไป การเกิดขึ้นของนายกฯ คนนอก และ ส.ว. แต่งตั้ง เป็นหนึ่งในตัวสะท้อนที่ชัดเจน



มีต่อ....
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#3
-ยกที่สาม-
ท่าไม้ตาย: นายกคนนอก - ส.ว.แต่งตั้ง
และการพิทักษ์สถาบัน

หากสังเกตให้ดี ทุกครั้งที่มีรัฐประหาร หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะกำหนดให้ ส.ว. มาจากการแต่งตั้งเสมอ นับเป็นการออกแบบระบบรัฐสภาที่จะคานอำนาจ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ส่วนแนวคิดเรื่องนายกฯ พระราชทานนั้นต่างออกไป มันทำหน้าที่ผ่าทางตันทางการเมืองด้วยการให้พระมหากษัตริย์เป็นคนเลือกนายกฯ เส้นทางนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในสมัย 14 ตุลาคม 2516 หลังรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ลาออก หลังจากนั้นมาดูเหมือนแนวคิดนายกฯ พระราชทานจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองหนึ่งที่จะใช้ล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง
“การที่พรรคการเมืองเสนอหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีได้ มันสั่นคลอนเสถียรภาพของระบอบเดิม รัฐทหาร กลุ่มอนุรักษ์นิยม การที่เรามีนายกฯ จากพรรคการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง นับจากชวน หลีกภัย ถึงทักษิณ ชินวัตร เป็นเวลาเกือบ 15 ปี มันกลายเป็นการทำลายอำนาจที่เคยมีมาก่อน” ธำรงศักดิ์กล่าว
“นายกฯ พระราชทานเป็นวาทกรรมที่ถูกใช้ในยุคที่เลือกตั้งแล้วได้รัฐบาลจากพรรคการเมือง ในสภาพการณ์ที่พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง แต่เมื่อใดที่พรรคการเมืองอ่อนแอก็ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องนายกฯ พระราชทาน แต่มีการใช้คำใหม่คือ คนกลางทางการเมือง แทน คนกลางทางการเมืองจะเข้ามาเพื่อทำให้ไม่มีหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคใดได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่นายกฯ พระราชทานจะเข้ามาเมื่อต้องการล้มนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่มีความเข้มแข็ง และถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา”
“ช่วงที่ผ่านมาเราเห็นนายกฯ พระราชทาน 2 คนคือ สัญญา ธรรมศักดิ์ กับ ธานินทร์ กรัยวิเชียร สำหรับสัญญาเข้ามาช่วงที่รัฐบาลจอมพลถนอมล้ม เวลานั้นไม่มีพรรคการเมืองที่แข็งแกร่ง ไม่มีผู้นำทางการเมืองที่จะต่อสู้กับกลุ่มทหารได้ สัญญา ธรรมศักดิ์ จึงได้เป็นนายกฯ พระราชทาน ส่วนธานินทร์ กรัยวิเชียร ไม่ใช่นายกฯ พระราชทานทางตรง แต่เป็นการที่คณะรัฐประหารได้รับคำแนะนำให้เลือกธานินทร์ขึ้นเป็นนายกฯ”
“ช่วงหลังปี 2516 เราได้สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเป็นองคมนตรีมาเป็นนายกฯ และพอสิ้นวาระก็กลับไปเป็นองคมนตรีต่อ ส่วนธานินทร์ เป็นนักกฎหมาย เข้าไปเป็นนายกฯ แล้วก็ได้เป็นองคมนตรี ส่วนพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นทหาร เข้าไปเป็นนายกฯ แล้วก็ได้เป็นองคมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นองคมนตรีแล้วได้รับเลือกเป็นนายกฯ และกลับไปเป็นองคมนตรีต่อ ฉะนั้นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาเรามีนายกฯ ที่มีความเกี่ยวพันกับองคมนตรีมาตลอด” ธำรงศักดิ์ตั้งข้อสังเกต
สถาบันกษัตริย์กับข้ออ้างการทำรัฐประหาร
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นข้ออ้างหลักในการยึดอำนาจทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ จากงานเขียนของธำรงศักดิ์เรื่อง “ข้ออ้าง” การปฏิวัติ-รัฐประหารในการเมืองไทยสมัยใหม่ รวบรวมความพยายามยึดอำนาจทั้งที่มีการใช้และไม่ใช้กำลังรวม 24 ครั้งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง (รัฐประหารสำเร็จ 13 ครั้ง) ในจำนวนทั้งหมดนี้มีถึง 11 ครั้งที่ใช้เรื่องสถาบันกษัตริย์เป็นข้ออ้าง ไม่ว่าจะจากภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ การฟื้นฟูพระราชอำนาจพระราชประเพณีไปจนถึงการปกป้องพระเกียรติ อย่างข้ออ้างในการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อ 19 ก.ย. 2549 ระบุสาเหตุหนึ่งในการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ว่า มีการกระทำที่ “หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง”

[Image: 32285351580_1105f10b9b.jpg]

ข้อความของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 2-3 ธ.ค.2548 ต่อมา พล.อ.สนธิได้กระทำรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อ 19 ก.ย. 2549

“ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับกองทัพจะแนบชิดกันมากยิ่งขึ้นในการรัฐประหาร ทุกๆ ครั้งเราจะเทิดทูนสถานะพระราชอำนาจนำของพระมหากษัตริย์เพิ่มขึ้นทุกที เห็นได้ชัดตั้งแต่รัฐประหารปี 2490 คือการฟื้นสถานะนำของพระมหากษัตริย์ รัฐประหารปี 2500 และ 2501 คือการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่โดดเด่น โดยการฟื้นพระราชประเพณีต่างๆ ขึ้นมา รัฐประหารปี 2519 – 2520 คือการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีสถานะเสถียรภาพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา” ธำรงศักดิ์กล่าว

ค่อยๆ สร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

สถานภาพของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยของไทยเริ่มถูกผลักดันให้โดดเด่นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเรื่อยมาจนถึงช่วงสงครามเย็นภายใต้แนวคิด “ธรรมราชา” คือ กษัตริย์ผู้ทรงธรรมและอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน งานของธงชัย วินิจจะกูล ระบุว่า พระราชดำรัสเกี่ยวกับการเมืองของในหลวง ร.9 เพิ่งมีปรากฎในช่วงปลายทศวรรษ 2500 ต่อต้นทศวรรษ 2510 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบนิยมเจ้าในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในฐานะผู้ประทานระบอบประชาธิปไตยเริ่มแพร่หลายในสังคม ภาพพจน์ของพระมหากษัตริย์พุ่งสูงขึ้นในช่วงปี 2518-2519 ซึ่งมีการต่อสู้กับภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ พิธีกรรมเสริมพระบารมีถูกประดิษฐ์ขึ้นหลายอย่าง หนึ่งในพิธีกรรมที่น่าหยิบยกมาพูดถึงคือ การนำวันพระราชสมภพของในหลวง ร.9 คือวันที่ 5 ธันวาคมมาเป็นวันชาติ เมื่อปี 2503 ในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  (ก่อนหน้านั้นวันชาติคือ วันที่ 24 มิถุนายน หรือวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง) และต่อมาเริ่มมีการเฉลิมฉลอง “วันพ่อ” ในปี 2523 ส่วนวันแม่นั้นมีการเปลี่ยนให้ตรงกับวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ในปี 2519

การรัฐประหารของกองทัพยังทิ้งมรดก หรือส่งต่อแนวความคิดและวิธีการบริหารจัดการทางการเมืองจากรุ่นสู่รุ่น หลังจากรัฐประหารที่ฝ่ายนิยมเจ้าและกองทัพสถาปนาอำนาจได้ตั้งแต่การรัฐประหารปี 2490 ธำรงศักดิ์มองว่าการใช้สถาบันกษัตริย์สร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจยิ่งทำให้ขอบเขตอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยไทยขยายเพิ่มขึ้น

รัฐประหารดีเด่น 2490 และ 2501 การสร้างต้นแบบบริหารอำนาจเบ็ดเสร็จ

“รัฐประหารปี 2501 ของจอมพลสฤษดิ์ รัฐบาลทหารมองว่าไม่จำเป็นต้องมีวุฒิสภา ไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร มรดกจากการรัฐประหารครั้งนั้นคือ การปกครองโดยการแต่งตั้ง นี่จึงเป็นที่มาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติของคณะรัฐประหารหลายคณะ รวมถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติของ คสช.ก็มีลักษณะเดียวกัน เป็นการรวมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของทหาร รวมศูนย์อยู่ที่ผู้บัญชาการทหารบก สมัยนั้นมีมาตรา 17 เป็นเครื่องมือสำคัญ สมัยนี้ก็คือ มาตรา 44”

“การรัฐประหารปี 2501 กลายเป็นต้นแบบของการรัฐประหารหลังจากนั้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหารในปี 2514 2519 2520 2534 2549 และ 2557 ทุกการรัฐประหารจะย้อนกลับมาที่การรัฐประหารต้นแบบทั้งหมด จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้อำนาจเบ็ดเสร็จ มีสภานิติบัญญัติเป็นสภาตรายาง และทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร เมื่อถึงเวลาต้องคลี่คลายมันก็จะกลับไปที่วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง”

“ถ้าจะตอบว่าอะไรคือแม่แบบของการรัฐประหาร คำตอบก็คือ รัฐประหาร 2490 และรัฐประหาร 2501 ที่นับเป็นการสร้างวงจรอุบาทว์ของไทยในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา ส่วนการรัฐประหารครั้งสำคัญเมื่อ 6 ต.ค. 2519 ก็คือแม่แบบของความต้องการแช่แข็งประเทศอย่างน้อย 12 ปี 4 ปีแรกต้องการมีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ 4 ปีต่อไปต้องการถ่ายโอนอำนาจโดยแบ่งอำนาจให้กับวุฒิสภาแบบแต่งตั้ง และสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง 4 ปีถัดไปวุฒิสภาจะมีอำนาจลดลง และเพิ่มอำนาจ ส.ส. ขึ้น เมื่อครบ 12 ปีประชาชนจะกลับมามีอำนาจเลือกตั้งอย่างสมบูรณ์” ธำรงศักดิ์ระบุ
แม้ในการรัฐประหาร 2519 จะไปไม่ถึงสิ่งที่ฝันไว้เพราะสถานการณ์ที่นักศึกษา ปัญญาชนเข้าป่าจับอาวุธต่อสู้กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้พวกเขาต้องยอมหยุดแผนที่วางไว้ พูดง่ายๆ เพราะมี พคท. และมีแรงกดดันสูงจึงมีการรัฐประหารรัฐบาลขวาจัดของธานินทร์ กรัยวิเชียร แต่หากคิดดูดีๆ จากปี 2519 จนถึงช่วงสิ้นสุดรัฐบาลเปรมปี 2531 ก็เป็นระยะเวลา 12 ปีพอดี เมื่อสิ้นสุดยุคของพลเอกเปรม ถัดมาไม่นานก็มีการรัฐประหารอีก เพราะอำนาจของข้าราชการทหารเริ่มหมดไปแล้ว จึงเกิดรัฐประหารปี 2534


มีต่อ.....
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#4
-ยกที่สี่-
(ยังไม่ได้ตั้งชื่อ)
ศัตรูของ “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
ในยุคปัจจุบัน สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ก็คือ การเรียนรู้อย่างเปิดกว้างและความเท่าทันในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศตนเอง รวมถึงเชื่อมโยงมันกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ได้
ผู้ที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ชาตินิยมกระแสหลัก ย่อมพอมองเห็นกระบวนการสร้างประวัติศาสตร์ที่ทำให้คณะราษฎรกลายเป็นศัตรูของสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะที่สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกจับคู่กับการเติบโตของประชาธิปไตย โดยเฉพาะกษัตริย์พระองค์สุดท้ายก่อนปฏิวัติได้กลายเป็นผู้มีคุณูปการกับกระบวนการประชาธิปไตย การสร้างความรับรู้เช่นนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ธงชัย วินิจจะกูลวิเคราะห์ไว้ว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2510 นักวิชาการที่โตขึ้นมาในบริบทที่มรดกการปฏิวัติของคณะราษฎรถูกทำลายล้าง และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พระราชอำนาจนำเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ มักจะผลิตประวัติศาสตร์แบบนิยมเจ้าขึ้นมา งานเขียนหลายชิ้นของฝ่ายนิยมเจ้าในยุคทศวรรษ 2470 เริ่มถูกตีพิมพ์ซ้ำหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ในฐานะงานของคนที่ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย แต่ตกเป็นเหยื่อของระบอบเผด็จการ
ไม่เพียงเท่านั้น พระราชหัตถเลขาของ ร.7 เมื่อสละราชสมบัติในปี 2477 ที่ว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร” ที่เขียนขึ้นท่ามกลางการชิงอำนาจคืนของฝ่ายเจ้าที่ล้มเหลว กลับถูกตัดบริบทออกไปและทำให้เป็นคำพูดของฝ่ายประชาธิปไตยต่อต้านอำนาจนิยม คณะราษฎรถูกให้ภาพเป็นพวกฉวยโอกาสการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนในยุคของจอมพล ป. ก็ถูกมองเป็นเผด็จการฟาสซิสต์ และปรีดีก็ถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาว่าลอบปลงพระชนม์ ร.8 จนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ
ตัวอย่างที่ชัดเจนและเป็นข้อโต้เถียงหลักเรื่องหนึ่งคือ การชิงสุกก่อนห่าม ที่เริ่มมีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2490 และข้อหา “ล้มเจ้า” ที่ตามมาในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และถูกใช้เรื่อยมา เช่น เป็นเหตุผลในการขับไล่รัฐบาลทักษิณ การเริ่มแปะป้ายพรรคอนาคตใหม่ ไปจนถึงการแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดคนทั่วไปด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 (สถิติตั้งแต่ปี 2550-2560 มีคดีอาญามาตรา 112 ในชั้นตำรวจอย่างน้อย 740 คดี
“วาทกรรมว่าด้วยชิงสุกก่อนห่ามถูกสร้างขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 2490 หลังจากทำลายพวกคณะราษฎรไปแล้วด้วยการรัฐประหาร 2490 เป็นการบอกว่า เห็นไหม การที่จะทำอะไรโดยรวดเร็วมันไม่ส่งผลดี เท่ากับว่าที่เราไม่เป็นประชาธิปไตยจนถึงปัจจุบันนี้เป็นเพราะคณะราษฎร ถ้าให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปแบบอังกฤษ ประชาธิปไตยก็จะสมบูรณ์แบบ เป็นการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ที่สร้างให้อังกฤษมีความเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่น่าสนใจ และทำให้ประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรเป็นการทำอะไรไม่คิดให้รอบคอบ เลยกลายเป็นสองแบบที่ย้ำเตือนว่าคนรุ่นต่อไปไม่ควรทำแบบคณะราษฎร” ธำรงศักดิ์กล่าว
“คำถามก็คือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะพัฒนาตัวเองเป็นประชาธิปไตยได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ เพราะถ้าจะพัฒนาตัวเองก็หมายความว่าต้องสละอำนาจสูงสุดมอบให้กับประชาชนทั้งหมด โดยทฤษฎีทางการเมืองมันไม่ได้เลย การค้นคว้าในรอบ 40 กว่าปีบอกว่า ร.5 ทรงจะให้พระราชโอรสของพระองค์ที่จะเป็น ร.6 มอบดีโมเครซีให้ แต่คำถามคือวาทะนี้ของพระองค์มีจริงหรือไม่ มันเพียงถูกเล่าลือในวิทยานิพนธ์รุ่น 40 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนี้เริ่มมีคำถามและศึกษากันถึงต้นตอว่ามันจะเป็นไปได้หรือ เพราะในคำแถลงการณ์ปฏิรูปการปกครองของ ร.5 สิ่งที่อยู่ในนั้นคือ พระองค์ทรงเห็นว่าการปกครองแบบมีตัวแทน มีสภา การเลือกตั้ง มันเป็นไปด้วยความล่าช้า และบุคคลต่างๆ ที่เข้ามานั้นไม่มีความสามารถที่จะบริหารประเทศได้ พระมหากษัตริย์ต่างหากที่ทรงเป็นผู้นำที่สำคัญ”
ธำรงศักดิ์ยังกล่าวว่า กระแสชิงสุกก่อนห่ามเติบโตมาเรื่อยๆ และมาเพิ่มระดับในช่วงการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในสงครามเย็น จากนั้นคอมมิวนิสต์จึงกลายเป็นปฏิปักษ์ของสถาบันกษัตริย์เรื่อยมาจนภัยคอมมิวนิสต์หมดไปช่วงรัฐประหารปี 2534 จากนั้นตำแหน่งศัตรูจึงถูกมอบให้คนหรือองค์กรที่ถูกกล่าวหาว่าล้มล้างสถาบันซึ่งในฐานะผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างธำรงศักดิ์ไม่เห็นว่ามีพลังเช่นนั้นอยู่
“คำว่าล้มเจ้าก็หมายความว่าล้มสถาบันระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ไม่มีคอมมิวนิสต์แล้วจะเป็นใครล่ะ เราจึงเห็นภาพของกลุ่มบุคคล คนนั้นที่ชื่อทักษิณ กลุ่มคนนี้ที่เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่”
“เราไม่เห็นพลังที่แท้จริงของการล้มเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมีนัยสำคัญ เราเห็นแต่พลังที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งไม่ใช่พลังมาจากพวกรัฐประหารด้วย แต่พลังเหล่านี้เป็นพลังที่มาจากประชาชนต่างหากที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะที่ฝ่ายที่ทำรัฐประหารกลายเป็นกลุ่มที่เอาประโยชน์จากการใส่ร้ายคนอื่น นี่คือสิ่งที่เห็นในฐานะผู้ศึกษา การที่คนสร้างคำว่าล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มเจ้า คนที่สร้างเหล่านี้คือพวกที่จะรักษาอำนาจไว้กับตนเองมากที่สุด” ธำรงศักดิ์สรุป
เอกสารเพิ่มเติม
ธงชัย วินิจจะกูล, ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง, ฟ้าเดียวกัน, 2556
ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, “ข้ออ้าง” การปฏิวัติ-รัฐประหารในการเมืองไทยสมัยใหม่, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2561
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ, การเมืองไทยร่วมสมัย, สถาบันพระปกเกล้า, 2560
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, การปฏิวัติสยาม, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2553


เยี่ยมยุทธ สุทธิฉายา สัมภาษณ์และเรียบเรียง
https://prachatai.com/journal/2019/09/84148
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2019 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org